วิกฤติศรัทธาเขย่าการเมืองอังกฤษ ใครก็อยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้นายกฯ
ช่วงเวลาที่เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศลาออกจากตำแหน่ง กลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า วิกฤติศรัทธาเขย่าการเมืองอังกฤษ ใครก็อยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้นายกฯ อย่างแท้จริง การจากไปของสตาร์เมอร์หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 2 ปี ตอกย้ำถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบสองศตวรรษของแดนผู้ดี
วิกฤติศรัทธาเขย่าการเมืองอังกฤษ ใครก็อยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้นายกฯ
ในยุคสมัยที่เคยรุ่งเรือง สหราชอาณาจักรได้รับการยกย่องว่าเป็นเสาหลักของโลก แต่ในวันนี้ภาพลักษณ์ดังกล่าวได้เลือนหายไป สตาร์เมอร์กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ในรอบเพียง 10 ปีที่ต้องยุติบทบาทลง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกการบริหารที่ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนในปัจจุบันได้
สาเหตุที่แท้จริงจากปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง
เมื่อเราพูดถึงว่าทำไม วิกฤติศรัทธาเขย่าการเมืองอังกฤษ ใครก็อยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้นายกฯ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือปัญหาปากท้อง รอยร้าวนี้เริ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 ผสมโรงกับผลกระทบจากเบร็กซิตและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงลิ่ว ประชาชนฐานรากต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่นักการเมืองกลับดูเหมือนจะห่างไกลจากความเป็นจริงของชีวิตผู้คน
- ปัญหาเงินเฟ้อที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ
- ภาระหนี้สาธารณะที่แตะระดับเกือบ 100% ของ GDP
- วิกฤติความเชื่อมั่นจากการแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย
- การเลือกใช้นโยบายที่เร่งรีบตามกระแสโซเชียลมีเดีย
สถานการณ์ในขณะนี้บ่งชี้ว่า การเมืองสหราชอาณาจักรต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มากกว่าแค่การเปลี่ยนตัวผู้นำ แอนดี เบิร์นแฮม ซึ่งถูกวางตัวให้รับไม้ต่อ จะต้องเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ว่าเขาจะสามารถกอบกู้สถานการณ์หรือกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งเลขบนหน้าประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลวไปอีกคน
หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจเกินไป หรือตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง อนาคตของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้จะยิ่งดูมืดมน สรุปได้ว่าความล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เก้าอี้นายกฯ อังกฤษสั่นคลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ที่มา – วิกฤติศรัทธาเขย่าการเมืองอังกฤษ ใครก็อยู่ไม่ยืดบนเก้าอี้นายกฯ

