วิจารณ์อาร์เตตาไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะวัย 16 ปี
เหตุการณ์หลังเกมคาราบาว คัพ ระหว่างอาร์เซนอลกับฟลีตวูด ทาวน์ กลายเป็นประเด็นที่แฟนฟุตบอลพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ มิเกล อาร์เตตา แสดงท่าทีไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อ แม็กซ์ ดาวแมน ดาวรุ่งวัยเพียง 16 ปี หลังถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในช่วงท้ายเกม แม้อารมณ์ของการแข่งขันจะเข้มข้นและการกระทำของนักเตะอาจไม่เหมาะสม แต่หลายคนมองว่า ปฏิกิริยาของผู้จัดการทีมควรละเอียดอ่อนกว่านี้ เพราะดาวแมนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพ
ประเด็น วิจารณ์อาร์เตตาไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะวัย 16 ปี ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะภาพที่กุนซือชาวสเปนถลึงตามองลูกทีมระหว่างเดินกลับห้องแต่งตัวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงคำถามเรื่องการดูแลนักเตะอายุน้อยในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูง เด็กวัย 16 ปีอาจมีพรสวรรค์และความสามารถโดดเด่น แต่ก็ยังต้องเรียนรู้วิธีควบคุมอารมณ์และรับมือกับความผิดพลาดอีกมาก
วิจารณ์อาร์เตตาไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะวัย 16 ปี
ดาวแมนถูกไล่ออกจากสนามหลังมีจังหวะปะทะกับ แฮร์ริสัน นีล โดยเจ้าตัวไม่พอใจการเข้าบอลหนัก ก่อนยกขาตอบโต้จนเกิดเหตุวุ่นวายบริเวณเส้นข้างสนาม ผู้ตัดสินมองว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเพียงพอสำหรับใบแดง แน่นอนว่ากฎการแข่งขันต้องถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด และดาวแมนเองก็ควรรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การลงโทษตามกฎกับการแสดงความผิดหวังของผู้ใหญ่ต่อเด็กเป็นคนละเรื่องกัน ในมุมของ พอล เมอร์สัน อดีตนักเตะอาร์เซนอล การที่อาร์เตตาแสดงสีหน้าดุดันใส่ดาวแมนอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด หากผู้เล่นที่โดนใบแดงเป็นนักเตะมากประสบการณ์ ปฏิกิริยาดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเข้มข้นในเกม แต่เมื่อผู้เล่นคนนั้นมีอายุเพียง 16 ปี การให้คำแนะนำและการปลอบใจอาจมีประโยชน์มากกว่า
มุมมองจากกรณีวิจารณ์อาร์เตตาไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะวัย 16 ปี
คำพูดของเมอร์สันมีน้ำหนักตรงที่ เขาเชื่อว่าช่วงเวลาหลังได้รับใบแดงอาจกลายเป็นความทรงจำสำคัญของดาวแมนไปตลอดชีวิต นักเตะดาวรุ่งกำลังเรียนรู้ทั้งเรื่องฟุตบอลและการใช้ชีวิต การถูกเพื่อนร่วมทีม ผู้จัดการ และแฟนบอลจับตามองพร้อมกัน ย่อมสร้างความกดดันอย่างมาก ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวจึงควรช่วยให้เขาเข้าใจความผิดพลาด มากกว่าทำให้รู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
อาร์เตตาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า สิ่งที่เขาพูดกับดาวแมนเป็นเรื่องที่พูดคุยกันไว้ก่อนเริ่มเกม และเชื่อว่านักเตะจะได้เรียนรู้จากช่วงเวลาที่ขาดสติ คำชี้แจงนี้ทำให้เห็นว่าเหตุการณ์อาจมีบริบทเบื้องหลังมากกว่าภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ อย่างไรก็ตาม ในโลกฟุตบอลยุคโซเชียลมีเดีย ภาพเพียงไม่กี่วินาทีสามารถถูกเผยแพร่และตีความได้หลายรูปแบบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้จัดการทีมที่จะต้องระมัดระวังการแสดงออกต่อสาธารณะ
นอกจากประเด็นของดาวแมนแล้ว เกมนี้ยังสะท้อนปัญหาของอาร์เซนอลได้อย่างชัดเจน ทีมครองบอลมากถึง 78 เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสยิง 26 ครั้ง และสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษถึง 59 ครั้ง แต่กลับทำได้เพียงประตูเดียว ขณะที่ฟลีตวูด ทาวน์ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าหลายระดับ สามารถยื้อเกมจนเสมอ 1-1 ในเวลาปกติ ก่อนชนะการดวลจุดโทษ 5-3 และสร้างหนึ่งในค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร
อาร์เซนอลส่งผู้เล่นชุดใหญ่หลายรายลงสนาม ไม่ว่าจะเป็น ไค ฮาแวร์ตซ์, เยอร์เรียน ทิมเบอร์, วิคเตอร์ โยเคอเรส, ปิเอโร ฮินคาปิ และ มาร์ติน ซูบิเมนดี แต่การครองบอลและจำนวนโอกาสยิงไม่ได้รับประกันชัยชนะเสมอไป ทีมจำเป็นต้องเปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นประตูที่ขาดลอย หากปล่อยให้คู่แข่งยังมีโอกาสอยู่ในเกม ความผิดพลาดเล็กน้อยหรือการดวลจุดโทษก็สามารถทำให้ทีมเต็งตกรอบได้ทันที
สำหรับดาวแมน เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนมากกว่าจะเป็นตราบาป เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์อาจส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเองและทีม ขณะเดียวกัน อาร์เตตาก็ควรใช้ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาสในการสื่อสารกับนักเตะอายุน้อยให้ดีขึ้น เพราะการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยทางใจมีความสำคัญไม่แพ้การฝึกแท็กติก
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็น วิจารณ์อาร์เตตาไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะวัย 16 ปี อาจไม่ได้หมายความว่าอาร์เตตาไม่มีสิทธิ์ตำหนิลูกทีม แต่เป็นการตั้งคำถามถึงวิธีการและจังหวะในการแสดงออก ผู้จัดการทีมที่เก่งควรทำให้นักเตะรับผิดชอบต่อความผิดพลาด พร้อมช่วยให้พวกเขากลับมายืนได้อย่างมั่นใจ มุมมองส่วนตัวคือ ดาวแมนควรถูกสอนให้ควบคุมอารมณ์ ส่วนอาร์เตตาก็ควรเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้เป็นบทเรียนเรื่องการดูแลดาวรุ่งเช่นกัน
ที่มา – วิจารณ์ “อาร์เตตา” ไม่น่าทำแบบนี้กับนักเตะอายุ16ปี
