ศุภณัฐจวก กทม.-รัฐบาล กดเรตค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม

ประเด็นการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกำลังถูกจับตามองอีกครั้ง หลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงหลักเกณฑ์การประเมินค่าเสียหายและค่าซ่อมบ้านของกรุงเทพมหานคร โดยมองว่าอัตราที่กำหนดไว้อาจไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงที่เจ้าของบ้านต้องจ่ายให้ช่างและผู้รับเหมา

ข้อวิจารณ์สำคัญคือ บ้านประชาชนได้รับการประเมินค่าเสียหายในอัตราหลักร้อย แต่เมื่อเป็นอาคารราชการกลับมีงบประมาณซ่อมแซมในระดับหลักหมื่น นายศุภณัฐจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดมาตรฐานการประเมินจึงแตกต่างกันมาก ทั้งที่ความเสียหายจากน้ำท่วมล้วนต้องใช้แรงงาน วัสดุ และกระบวนการซ่อมแซมจริงไม่ต่างกัน

ศุภณัฐจวก กทม.-รัฐบาล กดเรตค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม

นายศุภณัฐระบุว่า จากประสบการณ์การทำงานในอนุกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณด้านการก่อสร้าง ทำให้พบว่าอาคารราชการจำนวนมากสามารถใช้อัตราค่าวัสดุและค่าซ่อมที่สูงกว่าอัตราที่นำมาใช้กับบ้านเรือนประชาชนได้ โดยรายการต่าง ๆ เช่น ประตู หน้าต่าง พื้นกระเบื้อง พื้นไม้ ผนังเบา และฝ้าเพดาน ล้วนมีราคาที่แตกต่างกันตามคุณภาพและขั้นตอนการติดตั้ง

สำหรับบ้านที่ถูกน้ำท่วม การซ่อมแซมไม่ได้มีเพียงการซื้อวัสดุใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าแรง การรื้อถอน การขนย้าย การทำความสะอาด การตรวจสอบระบบไฟฟ้า และการเตรียมพื้นที่ก่อนติดตั้งวัสดุใหม่ หากตารางประเมินคำนวณเฉพาะราคาวัสดุพื้นฐาน โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เงินช่วยเหลือที่ประชาชนได้รับก็อาจไม่เพียงพอต่อการซ่อมบ้านให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ทำไมอัตราค่าซ่อมบ้านน้ำท่วมจึงไม่พอจ่ายจริง

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือกรณีพื้นปาร์เก้เสียหายจากน้ำท่วม แม้อัตราค่าแรงในตารางจะดูเหมือนมีตัวเลขรองรับ แต่การทำงานจริงต้องเริ่มตั้งแต่รื้อพื้นเดิม ทำความสะอาดพื้น ทากาว ปูวัสดุใหม่ ขัดพื้น ทาสี และเคลือบผิว ขั้นตอนทั้งหมดต้องใช้ทั้งเวลาและทักษะเฉพาะทาง ขณะที่ช่างยังมีต้นทุนในการเดินทางและการจัดเตรียมอุปกรณ์

หากเจ้าของบ้านต้องจ้างช่างในงานขนาดเล็ก แต่ได้รับเงินสนับสนุนในระดับต่ำมาก ช่างจำนวนไม่น้อยอาจไม่รับงาน เพราะไม่คุ้มกับค่าเดินทางและค่าแรงขั้นต่ำ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนเอกสารเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนสามารถนำเงินไปจ้างช่างได้จริง โดยไม่ต้องควักเงินส่วนตัวเพิ่มจำนวนมาก

นอกจากนี้ นายศุภณัฐยังตั้งข้อสังเกตว่า ตารางประเมินบางรายการอาจตกหล่นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น งานบิลต์อิน ระบบไฟฟ้า งานทาสี ค่ากันซึม ค่าคิ้วบัว ค่าม่าน เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า ค่ารื้อถอน และค่าป้องกันพื้นที่ระหว่างซ่อมแซม รายการเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูบ้าน แต่กลับอาจไม่ได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน

ประเด็นที่ถูกพูดถึงอีกเรื่องคือ การเปลี่ยนแปลงระเบียบด้านการช่วยเหลือจากเดิมที่จำกัดเฉพาะค่าวัสดุไม่เกิน 49,500 บาท เป็นการเปิดช่องให้จ่ายตามความเสียหายจริงไม่เกิน 88,600 บาท แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเป้าหมายนี้จำเป็นต้องมีตารางประเมินที่สะท้อนราคาตลาดและค่าแรงในสถานการณ์จริง

  • ประเมินทั้งค่าวัสดุและค่าแรง: การช่วยเหลือควรรวมต้นทุนของช่างและขั้นตอนการติดตั้ง ไม่ใช่คิดเฉพาะราคาวัสดุ
  • เพิ่มรายการความเสียหายให้ครอบคลุม: ควรรวมระบบไฟฟ้า งานทาสี งานกันซึม เฟอร์นิเจอร์ และค่ารื้อถอน
  • กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ: งานขนาดเล็กควรมีงบขั้นต่ำที่สะท้อนค่าเดินทางและต้นทุนการเข้าซ่อมของช่าง
  • อ้างอิงราคาจากตลาดจริง: หน่วยงานควรสำรวจราคาจากผู้รับเหมาและบริษัทประกันภัย เพื่อให้ตัวเลขใกล้เคียงความเป็นจริง
  • ตรวจสอบได้และเป็นธรรม: ประชาชนควรทราบหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน รวมถึงมีช่องทางอุทธรณ์เมื่อประเมินความเสียหายไม่ครบถ้วน

ในมุมของประชาชน การช่วยเหลือหลังน้ำท่วมควรเน้นผลลัพธ์มากกว่าการยึดติดกับตัวเลขในตาราง เพราะเจ้าของบ้านต้องการนำเงินไปซ่อมแซมให้กลับมาอยู่อาศัยได้ ไม่ได้ต้องการเพียงเอกสารรับรองความเสียหาย หากอัตราค่าซ่อมต่ำกว่าราคาตลาดมาก ประชาชนอาจต้องกู้เงินหรือใช้เงินเก็บเพิ่มเติม ทั้งที่ภัยพิบัติไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเลือกให้เกิดขึ้น

กรณีนี้จึงสะท้อนว่า การกำหนดงบเยียวยาควรรับฟังผู้ได้รับผลกระทบ ช่างท้องถิ่น ผู้รับเหมา และผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยควบคู่กันไป เพราะแต่ละฝ่ายมีข้อมูลที่ช่วยทำให้การประเมินแม่นยำขึ้น การใช้ราคาอ้างอิงจากวัสดุพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบ้านที่มีโครงสร้าง วัสดุตกแต่ง หรือระบบภายในแตกต่างกัน

สำหรับแนวทางในอนาคต รัฐบาลและ กทม. ควรทบทวนตารางประเมินความเสียหายโดยเร็ว พร้อมเปิดเผยวิธีคำนวณให้ประชาชนเข้าใจง่าย และปรับตัวเลขให้ทันกับราคาวัสดุและค่าแรงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเยียวยาที่ดีไม่ควรทำให้ผู้ประสบภัยรู้สึกว่าต้องต่อรองกับรัฐเพื่อให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ควรเป็นระบบที่ช่วยให้พวกเขาฟื้นฟูบ้านและเริ่มต้นชีวิตได้อย่างมั่นคง

ท้ายที่สุด การตั้งคำถามเรื่อง ศุภณัฐจวก กทม.-รัฐบาล กดเรตค่าซ่อมบ้านน้ำท่วม ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรนำไปสู่การปรับปรุงระบบเยียวยาให้เป็นธรรม โปร่งใส และใช้ได้จริง หากหน่วยงานเร่งปรับอัตราให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง ประชาชนก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างมีความหมายมากขึ้น

ที่มา – ‘ศุภณัฐ’ จวก ‘กทม.-รัฐบาล’ กดเรตค่าซ่อมบ้านน้ำท่วมมิดจมดิน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *