สถ.ยกเลิกโครงการพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านติงสอดไส้
สถ.ยกเลิกโครงการพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านติงสอดไส้
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาทันที เมื่อล่าสุดทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อแจ้งคำสั่งยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 อย่างเป็นทางการโดยไม่มีการรีรอ
หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จะพบว่าทาง สถ. เคยมีคำสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ดำเนินการยื่นเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบ SOLA เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุน แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปหลังจากที่ฝ่ายค้านเริ่มออกมาตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการ สถ.ยกเลิกโครงการพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านติงสอดไส้ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้
เบื้องลึกเบื้องหลังการยกเลิกโครงการสำคัญ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ สืบเนื่องมาจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อมวลชนว่า แผนงานที่ทาง อปท. นำเสนอนั้นอาจมีกลิ่นไม่ชอบมาพากล หรือที่เรียกกันติดปากว่ามีการ “สอดไส้” โครงการเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน โดยฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องพลังงานมาเป็นข้ออ้างในการขอใช้งบประมาณก้อนโต
- ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน
- การมีส่วนร่วมของฝ่ายค้านช่วยกลั่นกรองโครงการที่อาจไม่เหมาะสม
- การสั่งระงับทันทีแสดงถึงความตื่นตัวของหน่วยงานกำกับดูแล
หลายฝ่ายมองว่าการที่ สถ.ยกเลิกโครงการพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านติงสอดไส้ ในครั้งนี้ เป็นการทำที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหากปล่อยให้โครงการเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบที่เข้มข้นพอ งบประมาณหลายแสนล้านบาทอาจรั่วไหลไปสู่กลุ่มบุคคลที่ไม่สุจริตได้ง่ายๆ
ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง การตัดสินใจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในครั้งนี้เปรียบเสมือนการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของภาครัฐเอาไว้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลังจากนี้จะมีมาตรการตรวจสอบที่รัดกุมขึ้นอย่างไร หรือจะมีการปรับปรุงระเบียบการเสนอขอรับงบประมาณใหม่ให้มีความโปร่งใสมากกว่าเดิม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกใช้ไปเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำไปใช้ในโครงการที่แฝงไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝงเหมือนที่หลายคนกังวล
