สมัชชายูเอ็นเรียกร้องสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรคิวบา

ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับคิวบากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือยูเอ็นจีเอ ลงมติเรียกร้องให้สหรัฐยุติการปิดล้อมและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อคิวบา ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนานาประเทศต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนคิวบา รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงตึงเครียด

สมัชชายูเอ็นเรียกร้องสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรคิวบา

ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติลงมติสนับสนุนข้อเรียกร้องให้สหรัฐยุติการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อคิวบา โดยมี 130 ประเทศลงคะแนนเห็นชอบ ขณะที่ 25 ประเทศงดออกเสียง และ 17 ประเทศลงคะแนนคัดค้าน ซึ่งกลุ่มประเทศที่คัดค้านรวมถึงสหรัฐและอิสราเอล อย่างไรก็ตาม จำนวนประเทศที่สนับสนุนมติในครั้งนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งมี 165 ประเทศเห็นชอบ 7 ประเทศคัดค้าน และ 12 ประเทศงดออกเสียง

สิ่งที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ ประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น เยอรมนีและอิตาลี เลือกงดออกเสียงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ท่าทีดังกล่าวอาจสะท้อนความระมัดระวังทางการทูต และความเห็นที่แตกต่างกันภายในกลุ่มพันธมิตรตะวันตกต่อแนวทางการใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัฐบาลคิวบา

เหตุผลที่สมัชชายูเอ็นผลักดันมติเรื่องคิวบา

สมัชชาสหประชาชาติลงมติเรียกร้องเรื่องการยุติการปิดล้อมคิวบาเป็นประจำทุกปีมานานกว่า 3 ทศวรรษ ยกเว้นปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั่วโลกเผชิญการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้มติดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกจำนวนมาก แต่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่สามารถบังคับให้สหรัฐเปลี่ยนนโยบายได้โดยตรง

การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมยังจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสสหรัฐ ซึ่งทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงนโยบายเป็นเรื่องซับซ้อน นอกจากนี้ มาตรการหลายส่วนยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายภายในประเทศของสหรัฐ จึงไม่สามารถยกเลิกได้เพียงจากผลการลงมติของสมัชชาสหประชาชาติ

สหรัฐยืนยันคว่ำบาตรคิวบาเพื่อกดดันรัฐบาล

รัฐบาลสหรัฐยืนยันว่า มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดมีความจำเป็นต่อการกดดันและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบา วอชิงตันกล่าวหาว่ารัฐบาลฮาวนาเป็นเผด็จการและมีปัญหาการคอร์รัปชันในระดับสูง ขณะที่รัฐบาลคิวบาปฏิเสธข้อกล่าวหา และมองว่ามาตรการปิดล้อมของสหรัฐเป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ รวมทั้งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจคิวบาเผชิญอุปสรรค

ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่เวทีการทูตด้วย ก่อนการลงมติ นักการทูตสหรัฐและคิวบาโต้เถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างการอภิปรายต่อที่ประชุมยูเอ็น สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้บรรยากาศก่อนการลงคะแนนมีความตึงเครียดมากขึ้น

นายไมค์ วอลซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวหานักการทูตคิวบาว่าทำร้ายนักการทูตสหรัฐ พร้อมประกาศว่ารัฐบาลวอชิงตันจะเนรเทศนายริชาร์ด ตูร์ เด ลา กอนเซปซิออน เลขานุการเอกประจำสำนักงานคณะผู้แทนคิวบาประจำยูเอ็น ขณะที่ฝ่ายคิวบาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหประชาชาติเกี่ยวกับนักการทูตสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ผลกระทบต่อประชาชนคิวบาและวิกฤตพลังงาน

นับตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ รัฐบาลวอชิงตันภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อคิวบาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้มาตรการที่ส่งผลต่อการนำเข้าเชื้อเพลิงโดยพฤตินัย การนำเข้าเชื้อเพลิงของคิวบาลดลงอย่างมาก และทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญไฟฟ้าดับต่อเนื่องหลายวัน แม้แต่กรุงฮาวานาซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

นอกจากปัญหาด้านพลังงานแล้ว คิวยังเผชิญการขาดแคลนอาหาร น้ำ และสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเตือนว่าประเทศอาจเข้าสู่วิกฤติมนุษยธรรม หากยังไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงและสินค้าพื้นฐานได้เพียงพอ ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภาคธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐ แต่ยังส่งต่อถึงครอบครัวทั่วไป โรงพยาบาล ระบบขนส่ง และการให้บริการสาธารณะ

ในมุมของประชาชนคิวบา การคว่ำบาตรเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน แม้รัฐบาลคิวบาจะมีความรับผิดชอบต่อการบริหารเศรษฐกิจและการจัดสรรทรัพยากร แต่การจำกัดการค้า การเงิน และการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศก็ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายสหรัฐยังมองว่าการผ่อนคลายมาตรการโดยไม่มีเงื่อนไขอาจไม่เพียงพอต่อการผลักดันให้คิวบาปรับปรุงด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน

มตินี้จะเปลี่ยนนโยบายสหรัฐได้หรือไม่

แม้สมัชชายูเอ็นเรียกร้องสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรคิวบาอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐจะเปลี่ยนนโยบายในเร็ววัน มติของยูเอ็นมีความสำคัญในฐานะเสียงสะท้อนจากประชาคมโลก และช่วยเปิดพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ แสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านมนุษยธรรม แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐและสภาคองเกรส

ท่าทีของประเทศตะวันตกที่เลือกงดออกเสียงในครั้งนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะอาจสะท้อนว่าหลายประเทศต้องการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสนับสนุนมาตรการที่ถูกวิจารณ์ว่าสร้างภาระให้ประชาชนคิวบาโดยตรง หากสถานการณ์ด้านอาหาร พลังงาน และน้ำยังคงย่ำแย่ แรงกดดันทางการทูตต่อสหรัฐก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

  • มติยูเอ็นได้รับเสียงสนับสนุน 130 ประเทศ
  • สหรัฐและอิสราเอลเป็นหนึ่งใน 17 ประเทศที่คัดค้าน
  • เยอรมนีและอิตาลีเป็นประเทศตะวันตกที่งดออกเสียง
  • มติไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
  • คิวบากำลังเผชิญปัญหาเชื้อเพลิง ไฟฟ้า อาหาร และน้ำ

โดยสรุป สมัชชายูเอ็นเรียกร้องสหรัฐยกเลิกคว่ำบาตรคิวบาเป็นอีกครั้งที่สะท้อนความเห็นส่วนใหญ่ของประชาคมโลก แม้มติจะยังไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐได้ทันที แต่ก็ทำให้ผลกระทบต่อประชาชนคิวบาถูกพูดถึงในระดับนานาชาติมากขึ้น การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนอาจต้องอาศัยทั้งการเจรจาทางการทูต การลดความตึงเครียด และการพิจารณามาตรการด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

ติดตามความเคลื่อนไหวระหว่างสหรัฐกับคิวบาอย่างใกล้ชิด เพราะท่าทีของทั้งสองประเทศอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงในภูมิภาค หากมีการผ่อนคลายมาตรการใดเกิดขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณสำคัญต่อประชาชนคิวบาและเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – สมัชชายูเอ็นเดินหน้าจี้สหรัฐเลิกคว่ำบาตรคิวบา ชาติตะวันตกงดออกเสียง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *