สว.ชีวภาพชี้รัฐต้องสร้างบรรทัดฐานคดีรุกป่า

ประเด็นการบุกรุกพื้นที่ป่ากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐสร้างบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการดำเนินคดีป่าไม้ รวมถึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง

กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทวงคืนผืนป่ากว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบและการครอบครองพื้นที่ป่าไม้ โดยกระบวนการตรวจสอบเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2563 ขณะที่นายชีวะภาพยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า รวมถึงเป็นหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร

สว.ชีวภาพชี้รัฐต้องสร้างบรรทัดฐานคดีรุกป่า

การทำงานในคดีนี้ใช้เวลาตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดเกือบ 1 ปี จนพบหลักฐานเพียงพอว่ามีการบุกรุกป่าในตำบลรางบัวและตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จากนั้นจึงมีการแจ้งความดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมายและไม่มีเรื่องการเมืองหรือการกลั่นแกล้งเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผลจากการดำเนินงานทำให้กรมที่ดินมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบ ส่งผลให้รัฐได้พื้นที่ป่ากลับคืนมากกว่า 2,000 ไร่ พื้นที่เหล่านี้มีโอกาสได้รับการฟื้นฟูให้เป็นป่าชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในระยะยาว ทั้งยังช่วยรักษาระบบนิเวศ แหล่งต้นน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ

สว.ชีวภาพชี้รัฐต้องสร้างบรรทัดฐานเพื่อปกป้องคนทำงาน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงการยึดคืนผืนป่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งด้วย เนื่องจากพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกมีขนาดเกือบ 3,000 ไร่ และอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท การดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ภาครัฐควรเร่งฟ้องแพ่งควบคู่กัน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและเรียกค่าเสียหายกลับคืนสู่รัฐ

นอกจากนี้ ควรมีการขยายผลการสอบสวนไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ขาย ผู้ครอบครอง หรือผู้ที่รับโอนสิทธิ์ต่อกันมา การตรวจสอบให้ถึงต้นตอจะช่วยให้เห็นภาพของขบวนการอย่างรอบด้าน และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากพบการกระทำผิดก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรืออิทธิพลของผู้เกี่ยวข้อง

ระบบสนับสนุนเจ้าหน้าที่ต้องชัดเจนและเป็นรูปธรรม

นายชีวะภาพยังสะท้อนถึงปัญหาการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในชั้นศาล โดยระบุว่า แม้ตนเองจะเกษียณราชการมาแล้วประมาณ 2 ปี แต่เมื่อถึงกำหนดสืบพยานกลับต้องเดินทางไปศาลเพียงลำพัง ไม่มีการประสานงานหรือทีมกฎหมายจากหน่วยงานต้นสังกัดเข้ามาดูแลอย่างเหมาะสม ประเด็นนี้สะท้อนว่าระบบบริหารจัดการคดีของหน่วยงานรัฐยังจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง

กรมป่าไม้ในฐานะเจ้าของคดีควรจัดตั้งหน่วยติดตามคดีเฉพาะกิจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านคดีทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันรับผิดชอบ คดีขนาดใหญ่ไม่ควรถูกปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามต้องรับมือเพียงลำพัง เพราะการต่อสู้ในชั้นศาลอาจใช้เวลานานและต้องอาศัยข้อมูล เอกสาร รวมถึงพยานหลักฐานจำนวนมาก

  • จัดทำระบบติดตามความคืบหน้าคดีแบบเป็นขั้นตอน
  • มีทีมกฎหมายช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกราชการ
  • ประสานข้อมูลระหว่างชุดจับกุม พนักงานสอบสวน และหน่วยงานเจ้าของคดี
  • รายงานผลคดีและอุปสรรคให้ผู้ปฏิบัติงานรับทราบอย่างต่อเนื่อง
  • กำหนดแนวทางคุ้มครองผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรของรัฐ

การมีระบบสนับสนุนที่ดีจะช่วยสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่กล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะคดีบุกรุกป่าหลายกรณีเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือผลประโยชน์จำนวนมาก หากเจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วต้องต่อสู้เพียงลำพัง ก็อาจทำให้เกิดความลังเลในการเข้าตรวจสอบหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

บทเรียนจากคดีป่าราชบุรี

คดีนี้จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของประเทศ เพราะสะท้อนให้เห็นทั้งความสำเร็จในการทวงคืนผืนป่าและข้อจำกัดของระบบราชการ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ควรขึ้นอยู่กับความเสียสละของเจ้าหน้าที่บางคนเท่านั้น แต่ต้องอาศัยนโยบาย ระบบงาน และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

การทำให้กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติมีความศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับใช้อย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แล้ว ภาครัฐควรเร่งดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ ควบคู่กับการดำเนินคดีแพ่งและอาญา เพื่อไม่ให้การทวงคืนผืนป่าจบลงเพียงคำสั่งทางปกครอง

ในมุมมองของสังคม การปกป้องเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานสุจริตไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของรัฐโดยตรง หากต้องการรักษาป่าให้คงอยู่กับคนรุ่นต่อไป ภาครัฐต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรจะได้รับการดูแล มีทีมกฎหมาย และมีหน่วยงานยืนอยู่เคียงข้างอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด สว.ชีวภาพชี้รัฐต้องสร้างบรรทัดฐานคดีรุกป่า เพื่อให้ทุกคดีเดินหน้าอย่างเป็นระบบและเกิดผลเป็นรูปธรรม การทวงคืนพื้นที่ป่าครั้งนี้จึงไม่ควรเป็นเพียงความสำเร็จเฉพาะคดี แต่ควรนำไปสู่การยกระดับระบบคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศ ประชาชนสามารถร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีและส่งเสียงสนับสนุนการทำงานที่โปร่งใส เพื่อให้ผืนป่าได้รับการปกป้องอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘สว.ชีวภาพ’ ชี้ถึงเวลาภาครัฐต้องสร้างบรรทัดฐาน ปกป้องคนทำงานคดีรุกป่าใหญ่!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *