“สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด ลุ้นสันติภาพ
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังมีแนวโน้มคลี่คลาย เมื่อ “สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 18 เมษายน ว่าการหารือครั้งสำคัญนี้จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน โดยทีมผู้แทนทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะเดินทางมาถึงตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน ทำให้ทั่วโลกต่างลุ้นความคืบหน้าสันติภาพในภูมิภาค
“สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด
การเจรจารอบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ หลังจากรอบแรกที่จัดขึ้นช่วงกลางเดือนเมษายนประสบความสำเร็จเบื้องต้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่เปิดเผยรายชื่อทีมเจรจาใหม่ แต่จากข้อมูลรอบแรก เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าทีมชุดเดิมน่าจะยังคงมีบทบาทหลัก ฝั่งสหรัฐนำโดยบุคคลสำคัญที่มีประสบการณ์ด้านการทูตและความมั่นคง
- รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์
- นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านกิจการตะวันออกกลาง
- นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ส่วนฝ่ายอิหร่านก็จัดทีมชุดแข็งแกร่งไม่แพ้กัน
- นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภา
- นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
ทำไมเลือกอิสลามาบัดเป็นสถานที่เจรจา
การเลือกกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานเป็นสถานที่ “สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปากีสถานมีบทบาทเป็นกลางในภูมิภาค มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสองฝ่าย และเคยเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพอดีตหลายครั้ง เช่น กรณีอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ สถานที่นี้ยังช่วยลดแรงกดดันจากสื่อและกลุ่มกดดันในทั้งสองประเทศ ทำให้การพูดคุยเป็นไปอย่างลับๆ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นหลักที่คาดว่าจะหารือในรอบสอง ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ ความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย และบทบาทของอิหร่านในซีเรียกับเยเมน หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพยั่งยืน
พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านย่ำแย่มาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เช่น วิกฤตตัวประกัน กรณีอิรัก สงครามเงาในตะวันออกกลาง จนถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในยุคโอบามา ที่ถูกทรัมป์ถอนตัวในปี 2018 นำไปสู่ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น การเจรจารอบนี้จึงเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟู
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า “สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด อาจนำไปสู่การลดการคว่ำบาตร แลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจอิหร่านให้ฟื้นตัว และลดความเสี่ยงสงครามในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อราคาน้ำมันโลกและเสถียรภาพเศรษฐกิจ全球
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคยังมีมาก เช่น กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านที่ต่อต้านสหรัฐ และพรรคการเมืองในวอชิงตันที่ไม่เห็นด้วยกับการเจรจา แต่ด้วยโมเมนตัมจากรอบแรก ความหวังยังคงมีอยู่
ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจาครั้งนี้คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับตะวันออกกลาง หากทั้งสองฝ่ายแสดงความยืดหยุ่น จะเป็นชัยชนะของ外交ศาสตร์ คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการต่อไป
ที่มา – “สหรัฐ-อิหร่าน” จ่อเจรจารอบสองที่อิสลามาบัด ลุ้นความคืบหน้าสันติภาพ