สางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ: ชาวบ้านจี้ปิดโรงงาน

ประเด็น สางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ กลับมาได้รับความสนใจอย่างมาก หลังเกิดเหตุน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนรั่วไหลออกจากพื้นที่ และลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะใกล้เคียง จนเกิดคราบมันสีรุ้งลอยอยู่บนผิวน้ำเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร

ชาวบ้านในพื้นที่กังวลว่าสารปนเปื้อนอาจกระทบต่อแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร สุขภาพของประชาชน และความปลอดภัยของชุมชนในระยะยาว โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ท้ายน้ำและมีการทำเกษตรกรรมอยู่ใกล้กับบ่อฝังกลบ เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาคราบน้ำมันที่มองเห็นได้เท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับระบบป้องกันมลพิษ การตรวจสอบโรงงาน และการวางแผนรับมือภัยน้ำท่วมด้วย

สางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ จากผลตรวจคุณภาพน้ำ

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 หรือ สคพ.7 ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจสอบ หลังได้รับแจ้งเหตุเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ว่าสารเคมีไหลล้นออกจากบ่อฝังกลบของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต่อมากรมควบคุมมลพิษเปิดเผยผลตรวจตัวอย่างน้ำบริเวณท้ายน้ำเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569

ผลตรวจจุดแรกซึ่งอยู่ห่างจากคันดินที่รั่วประมาณ 65 เมตร พบสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าบริเวณใกล้แหล่งกำเนิดมีการปนเปื้อนในระดับสูง นอกจากนี้ยังพบเหล็ก อะลูมิเนียม แบเรียม และทองแดงในตัวอย่างน้ำด้วย

สำหรับจุดที่สอง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 435 เมตร ค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนลดลงเหลือต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ยังตรวจพบเหล็ก 1.00 มิลลิกรัมต่อลิตร อะลูมิเนียม 1.294 มิลลิกรัมต่อลิตร แบเรียม 0.038 มิลลิกรัมต่อลิตร และทองแดงในระดับต่ำกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ส่วนจุดที่สามซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 850 เมตร ตรวจพบค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่พบเหล็ก 0.70 มิลลิกรัมต่อลิตร อะลูมิเนียมต่ำกว่า 0.50 มิลลิกรัมต่อลิตร แบเรียม 0.051 มิลลิกรัมต่อลิตร และทองแดงต่ำกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

สางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ ต้องดูทั้งน้ำและตะกอน

แม้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะระบุว่าโลหะหนักส่วนใหญ่จากผลตรวจของหน่วยงานเองตรวจไม่พบ หรือพบในปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังพบประเด็นสำคัญคือค่าน้ำมันและไขมันเกินมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน รวมถึงพบสารไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง การประเมินความเสี่ยงจึงควรพิจารณาทั้งระดับสารปนเปื้อน ระยะเวลาที่สารอยู่ในสิ่งแวดล้อม และโอกาสที่สารจะสะสมในดินหรือตะกอน

กรมควบคุมมลพิษมีแผนเก็บตัวอย่างตะกอนดินโดยรอบบ่อฝังกลบหลังน้ำลดลง เพื่อดูว่าสารปนเปื้อนกระจายไปถึงจุดใดบ้าง การตรวจดินและตะกอนมีความจำเป็น เพราะสารบางชนิดอาจไม่ปรากฏในน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่และถูกชะล้างซ้ำเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมครั้งใหม่

  • ตรวจแหล่งน้ำ: ติดตามค่าปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน น้ำมันและไขมัน รวมถึงโลหะที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจดินและตะกอน: ประเมินการสะสมของสารปนเปื้อนรอบบ่อฝังกลบและพื้นที่เกษตร
  • ติดตามสุขภาพชุมชน: สื่อสารความเสี่ยงและเปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งอาการหรือผลกระทบ
  • เปิดเผยข้อมูล: รายงานผลตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจสถานการณ์และตรวจสอบได้

น้ำท่วมกับความเสี่ยงของบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม

อีกประเด็นที่ชุมชนตั้งคำถามคือความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำอาจชะล้างสารเคมีออกนอกพื้นที่ควบคุมได้ หากระบบคันดิน ระบบระบายน้ำ หรือโครงสร้างป้องกันไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้เพียงพอ ผลกระทบก็อาจขยายจากพื้นที่โรงงานไปสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พื้นที่เกษตร และชุมชนโดยรอบ

การอนุญาตประกอบกิจการจึงควรพิจารณาความเสี่ยงจากน้ำท่วมอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ดูเฉพาะสภาพพื้นที่ในวันที่ยื่นขออนุญาตเท่านั้น แต่ควรประเมินข้อมูลฝนตกหนัก เส้นทางน้ำเดิม ระดับพื้นที่ ระบบระบายน้ำ และแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุรั่วไหลด้วย หากพื้นที่มีความเสี่ยงสูง ก็ควรกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวดและมีการตรวจสอบเป็นระยะ

คำสั่งหยุดโรงงานและข้อเรียกร้องของชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้อำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 สั่งให้บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงและแก้ไขปัญหา พร้อมมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าลงบันทึกประจำวันร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีมีคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้ปิดคลุมหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมด ส่วน สคพ.7 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากกรมควบคุมมลพิษ ได้เข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา ขณะที่ตัวแทนชาวบ้านรวบรวมรายชื่อผู้ร้องเรียนกว่า 1,300 รายชื่อ และยื่นข้อเรียกร้องหลัก 2 ประเด็น ได้แก่

  • ขอให้สั่งปิดโรงงาน: ให้หน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำผิดหรือมีผลกระทบตามข้อร้องเรียน ขอให้พิจารณายุติการประกอบกิจการ
  • ขอให้ขนย้ายกากขยะ: เร่งนำกากอุตสาหกรรมที่สะสมอยู่ในพื้นที่ออกไปโดยเร็ว และดำเนินการอย่างปลอดภัย

ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนความกังวลของประชาชนที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการสั่งหยุดโรงงานชั่วคราวแล้วจบลงเท่านั้น ชาวบ้านยังต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณกากอุตสาหกรรม วิธีขนย้าย ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังการขนย้าย

การสางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ จำเป็นต้องทำอย่างโปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วม หน่วยงานรัฐควรเผยแพร่ผลตรวจน้ำ ดิน และตะกอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงทบทวนการกำกับดูแลโรงงานและระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยง

ในมุมของประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือสัมผัสพื้นที่ที่ยังไม่ยืนยันความปลอดภัย และแจ้งเบาะแสเมื่อพบคราบน้ำมัน กลิ่นผิดปกติ หรืออาการเจ็บป่วยที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ หากทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบอย่างจริงจัง เหตุการณ์ครั้งนี้อาจนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องเผชิญปัญหาแบบเดิมซ้ำอีก

ติดตามความคืบหน้าและร่วมส่งต่อข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อผลักดันให้การแก้ปัญหากากอุตสาหกรรมปราจีนบุรีเกิดขึ้นจริงและคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชนเป็นสำคัญ

ที่มา – สางปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ ต่อ ชาวบ้านจี้ปิดโรงงาน-ขนย้ายขยะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *