‘สีหศักดิ์’ ซัดกัมพูชาพูดอย่างทำอย่างกรณี UNCLOS
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการทูต เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชา ภายหลังจากที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อดึงไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างความกังขาให้กับฝั่งไทยเป็นอย่างมาก
‘สีหศักดิ์’ ซัดกัมพูชาพูดอย่างทำอย่าง กรณี UNCLOS
เหตุการณ์ครั้งนี้ นายสีหศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นว่า ‘สีหศักดิ์’ ซัดกัมพูชาพูดอย่างทำอย่าง อย่างชัดเจน เพราะในขณะที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์และพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ในทางปฏิบัติกลับเลือกที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการกดดันไทย แทนที่จะเลือกการเจรจาทวิภาคีฉันเพื่อนบ้านตามครรลองปกติ การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักการสันติวิธีที่กัมพูชากล่าวอ้าง แต่ยังเป็นการปิดประตูการเจรจาและทำลายความเชื่อใจระหว่างสองประเทศลงอย่างน่าเสียดาย
ผลกระทบจากการเลือกใช้กระบวนการ UNCLOS
การตัดสินใจดึงเอา UNCLOS เข้ามาเป็นตัวแปรในครั้งนี้ นายสีหศักดิ์มองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นต้องกินเวลายาวนานเกือบ 2 ปี ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลต้องหยุดชะงักลงโดยปริยาย ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนของทั้งสองชาติที่ควรจะได้รับประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังย้ำว่า ‘สีหศักดิ์’ ซัดกัมพูชาพูดอย่างทำอย่าง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายจากกระบวนการนี้ก็ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่เด็ดขาด และท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ต้องกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันอยู่ดี
- กัมพูชาอ้างสันติวิธี แต่เลือกใช้กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศกดดันไทย
- ฝ่ายไทยมีความพร้อมเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
- การทูตที่ดีควรตั้งอยู่บนความจริงใจและการพูดคุยระดับทวิภาคี
ในมุมมองของไทย การหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยในรายละเอียดภายใต้กลไกที่มีอยู่นั้นเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด การที่กัมพูชาเลือกใช้วิธีดำเนินการในเวทีโลกแบบรุกก่อนนั้น มักเป็นบทละครเดิมๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด ซึ่งคนไทยเองก็รับทราบสถานการณ์นี้ดีและไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดนายสีหศักดิ์ได้เตรียมตัวหารือกับที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายชาวฝรั่งเศสเพื่อวางแผนรับมือและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
สุดท้ายแล้ว เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เกมการเมืองระหว่างประเทศเหล่านี้จะสิ้นสุดลง การสร้างความเชื่อใจอาจต้องใช้เวลานานนับปี แต่การทำลายลงด้วยการเล่นเกมเพียงชั่วข้ามคืนนั้นทำได้ง่ายดาย หากกัมพูชาจริงใจต่อการสร้างสัมพันธ์ที่ดี การหันกลับมาเจรจาแบบทวิภาคีอย่างสร้างสรรค์ย่อมได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่าการพึ่งพากลไกที่ส่อเค้าว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ สำหรับคนไทย นี่คือบทเรียนที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาทและการเตรียมพร้อมที่แข็งแกร่ง