หมอสุภัทรจ่อยื่นหลักฐานมัดหมอสรัณขาดคุณสมบัติประธานกสทช.
หมอสุภัทรจ่อยื่นหลักฐานมัดหมอสรัณขาดคุณสมบัติประธานกสทช.
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีเตรียมยื่นเอกสารสำคัญเพื่อตรวจสอบสถานะของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. โดยอ้างว่าพบหลักฐานว่าอาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งเรื่องหมอสุภัทรจ่อยื่นหลักฐานมัดหมอสรัณขาดคุณสมบัติประธานกสทช. นี้ถือเป็นการตรวจสอบที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งขององค์กรอิสระ
เบื้องลึกปมเหตุ: ทำไมหมอสุภัทรจ่อยื่นหลักฐานมัดหมอสรัณขาดคุณสมบัติประธานกสทช.
ข้อเท็จจริงที่ นพ.สุภัทร นำมาเปิดเผยคือข้อบังคับที่ระบุว่าประธาน กสทช. จะต้องไม่มีตำแหน่งอื่นใดในขณะดำรงตำแหน่ง ซึ่งแม้ทาง นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลไปเมื่อต้นปี 2565 แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังมีการกลับไปทำงานเป็นแพทย์รายชั่วโมงในคลินิกพรีเมียมของโรงพยาบาล ซึ่งสถานะลูกจ้างรายชั่วโมงถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามว่าขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่หรือไม่
- ประเด็นงานแพทย์รายชั่วโมง: ถูกระบุว่ายังได้รับค่าตอบแทนและมีการแจ้งในรายการภาษีอย่างชัดเจน
- ประเด็นการนั่งบอร์ดธนาคารกรุงเทพ: มีการสมัครและระบุตำแหน่งประธาน กสทช. ในเอกสารชี้ชวนลงคะแนน
- การแจ้งชะลอตำแหน่ง: นพ.สรณ เลือกใช้วิธีแจ้งธนาคารเพื่อขอชะลอการรับตำแหน่งแทนการลาออก
นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเข้าไปร่วมเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้หมอสุภัทรจ่อยื่นหลักฐานมัดหมอสรัณขาดคุณสมบัติประธานกสทช. ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ โดยที่ผ่านมา นพ.สุภัทร ยืนยันว่าตนไม่ได้ต้องการให้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลและธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่กำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมของประเทศ
ในส่วนของ นพ.สรณ เองนั้น ยังคงต้องจับตาดูว่าคำวินิจฉัยจากกฤษฎีกาหรือการชี้แจงต่อที่ประชุมบอร์ด กสทช. จะเป็นอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ดี หากกระบวนการตรวจสอบสรุปว่าคุณสมบัติผ่าน นพ.สุภัทร ก็พร้อมเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะเพื่อให้สังคมตัดสินด้วยตัวเอง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบจากภาคประชาชนเริ่มมีความสำคัญและเข้มงวดมากขึ้นในยุคปัจจุบัน หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติมและอยากติดตามผลลัพธ์ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสในองค์กรกำกับดูแลคือผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน