อธิบดีกรมสรรพสามิตแจง On Top 2% ไม่ลดภาษีเอกชน
ประเด็นการปรับระบบนำส่งเงินจากภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะเงินส่วนที่เรียกว่า On Top 2% กลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับผู้ประกอบการ ภาครัฐ กองทุนที่ได้รับเงินจากภาษี และการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุด อธิบดีกรมสรรพสามิตออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นการลดภาษีให้ภาคเอกชน และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการแต่อย่างใด
คำชี้แจงนี้มีขึ้นหลังจากเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับรูปแบบการจัดเก็บและนำส่งเงินของ 4 กองทุน ซึ่งได้รับเงินจากภาษีสรรพสามิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ โดยกรมสรรพสามิตระบุว่า สิ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นการปรับโครงสร้างการนำส่งเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณ ไม่ใช่การยกเลิกภาระภาษีของผู้ประกอบการ
อธิบดีกรมสรรพสามิตแจง On Top 2% ไม่ลดภาษีเอกชน
อธิบดีกรมสรรพสามิตอธิบายว่า ปัจจุบันเงินบางส่วนจากภาษีสรรพสามิตถูกนำส่งให้กองทุนตามรูปแบบที่กำหนดไว้ หากมีการปรับระบบ เงินดังกล่าวจะถูกจัดการให้เป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตตามปกติ และนำส่งเข้าสู่คลังโดยตรง จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนเดียวกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ
ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการยังคงต้องชำระภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน โดยไม่ได้รับการลดภาระจากการเปลี่ยนแปลงวิธีนำส่งเงิน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของเส้นทางการเงินและกลไกงบประมาณ มากกว่าจะเป็นการลดอัตราภาษีหรือยกเว้นภาษีให้กับภาคธุรกิจ
อธิบดีกรมสรรพสามิตแจง On Top 2% มีแนวทางดำเนินการอย่างไร
กรมสรรพสามิตระบุว่า การแก้ไขกฎหมายหรือแนวทางที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาได้ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- รูปแบบแรก กองทุนได้รับเงินจากกรมสรรพสามิตตามระบบเดิม จากนั้นจึงนำเงินส่งกลับคืนคลังอีกทอดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้กระบวนการมีหลายขั้นตอน
- รูปแบบที่สอง ยกเลิกการนำส่งเงินในรูปแบบเดิม และให้รัฐบาลออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับอัตราภาษีของสินค้าที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม
กรมสรรพสามิตมองว่าแนวทางที่ 2 มีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากสามารถทำให้เงินเข้าสู่ระบบคลังได้โดยตรงและมีความชัดเจนด้านการบริหารงบประมาณ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังคงชำระภาษีในอัตราที่ปัจจุบันต้องชำระอยู่ จึงไม่ใช่การลดภาษีหรือการผ่อนปรนให้ภาคเอกชน
เมื่อเงินถูกนำส่งเข้าคลังโดยตรง การใช้จ่ายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าสู่กระบวนการของรัฐ ตั้งแต่การขอรับงบประมาณ การพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ไปจนถึงการอนุมัติงบประมาณตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 กระบวนการนี้ช่วยให้การใช้เงินมีกรอบตรวจสอบและอยู่ภายใต้ระบบการคลังของประเทศ
ทำไมการปรับระบบ On Top 2% จึงไม่ใช่การลดภาษี
หลายคนอาจเข้าใจว่าการเปลี่ยนสถานะของเงิน On Top 2% หมายถึงผู้ประกอบการจะเสียภาษีน้อยลง แต่ในทางปฏิบัติกรมสรรพสามิตยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเงินส่วนนี้ยังคงถูกรวมอยู่ในภาระภาษีที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย เพียงแต่มีการเปลี่ยนวิธีบันทึกและนำส่งเงินให้สอดคล้องกับระบบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้น
หากดำเนินการตามแนวทางที่เสนอ เงิน 2% ซึ่งเดิมจัดเก็บในลักษณะ On Top จะเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตปกติ จากนั้นจะนำส่งคลังและเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงมีผลต่อกลไกการบริหารเงินของภาครัฐ แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนภาษีที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบลดลงโดยอัตโนมัติ
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการนำรายได้จากสินค้าที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมกลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง การรวมเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณกลางยังช่วยให้รัฐสามารถวางแผนรายได้และรายจ่ายได้เป็นภาพรวมมากขึ้น
ขั้นตอนต่อไปของการพิจารณา
ในปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตศึกษาแนวทางดังกล่าวแล้ว โดยหน่วยงานอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูลและพิจารณารูปแบบที่เหมาะสม หากเลือกใช้การออกกฎกระทรวง แนวทางนี้จะอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร และสามารถกำหนดวันเริ่มต้น อัตราภาษี และรายละเอียดต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
ส่วนร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอ หากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกฎหมายการเงิน จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาล กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันพิจารณาและจัดทำความเห็นประกอบร่างกฎหมาย
กรมสรรพสามิตระบุด้วยว่า รัฐบาลได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาแล้ว เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาอาจมีภารกิจสำคัญอื่นที่ต้องเร่งดำเนินการ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงเวลาเดียวกัน จึงทำให้กระบวนการเตรียมการของรัฐบาลและการเสนอร่างกฎหมายเดินมาบรรจบกัน
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- การปรับระบบไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะได้รับการลดภาษี
- เงิน On Top 2% จะถูกปรับสถานะให้เป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตปกติ
- ภาระภาษีของผู้ประกอบการยังคงอยู่ในระดับเดิมตามแนวทางที่เสนอ
- เงินจะนำส่งเข้าสู่คลังโดยตรงและผ่านกระบวนการงบประมาณของรัฐ
- รายละเอียดสุดท้ายต้องรอการพิจารณากฎหมายหรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
โดยสรุป อธิบดีกรมสรรพสามิตแจง On Top 2% ไม่ลดภาษีเอกชน แต่เป็นการปรับรูปแบบการจัดเก็บและนำส่งเงินให้เข้าสู่ระบบงบประมาณอย่างเป็นระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการควรติดตามประกาศจากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพราะรายละเอียดเรื่องวันเริ่มใช้ อัตราภาษี และขั้นตอนปฏิบัติอาจมีการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง มุมมองที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ควรพิจารณาจากโครงสร้างการบริหารรายได้ของรัฐ ไม่ใช่ตีความว่าเป็นมาตรการลดภาษีภาคเอกชน
ที่มา – อธิบดีกรมสรรพสามิต แจงชัด ปม On Top 2% ไม่ได้ลดภาษีเอกชน