อนุทินคุยทรัมป์ เจรจาข้อตกลงภาษีสหรัฐ
ประเด็นการค้าไทย–สหรัฐฯ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีการเปิดเผยว่า อนุทินคุยทรัมป์ เจรจาข้อตกลงภาษีสหรัฐ ในช่วงวันที่ 17 หรือ 18 กันยายน 2569 โดยการหารือครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการผลักดันความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อผู้ส่งออก ภาคอุตสาหกรรม และทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ก่อนการหารือระดับผู้นำ ทีมไทยแลนด์มีกำหนดประชุมร่วมกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR เพื่อสรุปรายละเอียดสุดท้ายของกรอบเจรจา กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอให้มีความครบถ้วน ขณะที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เจรจาประเด็นสำคัญและข้อเสนอพิเศษกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โดยตรง
อนุทินคุยทรัมป์ เจรจาข้อตกลงภาษีสหรัฐ เพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน
หัวใจของการเจรจาครั้งนี้คือการทำให้อัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค รัฐบาลต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย เพราะตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักที่มีมูลค่าสูง หากไทยมีต้นทุนภาษีสูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการอาจสูญเสียคำสั่งซื้อและต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคา
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตัวเลขและอัตราภาษีที่ชัดเจนยังไม่มีการเปิดเผย เนื่องจากต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ ด้วยตนเอง การเก็บรายละเอียดบางส่วนไว้สำหรับการเจรจาระดับสูงจึงอาจช่วยให้ไทยมีพื้นที่ในการต่อรองมากขึ้น และทำให้สามารถนำเสนอผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างตรงประเด็น
อนุทินคุยทรัมป์ เจรจาข้อตกลงภาษีสหรัฐ กับข้อสงสัยเรื่องสินค้าส่งผ่าน
อีกประเด็นสำคัญที่ไทยต้องชี้แจงคือข้อสงสัยเรื่องการส่งผ่านสินค้า หรือ Transshipment ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสินค้าจากบางกลุ่มอุตสาหกรรมของไทยว่าอาจเป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศอื่นแล้วส่งผ่านไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า อย่างไรก็ตาม ไทยได้จัดส่งข้อมูลเชิงลึกและหลักฐานเพื่อยืนยันว่าไม่มีการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา
ข้อมูลที่ไทยนำเสนอระบุว่า ภาคการผลิตทั้ง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกไต่สวนมีกำลังการผลิตจริงอยู่ระหว่าง 75–100% ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากความเข้าใจก่อนหน้านี้ที่ประเมินว่ากำลังการผลิตของไทยอาจต่ำกว่า 60% การชี้แจงด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้สหรัฐฯ เห็นภาพโครงสร้างการผลิตของไทยอย่างถูกต้องมากขึ้น
การปรับข้อมูลอุตสาหกรรมช่วยสนับสนุนการเจรจา
กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมยังประสานงานกันเพื่อปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ให้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น เนื่องจากดัชนีเดิมยังมีข้อมูลของอุตสาหกรรมที่ยุติการผลิตแล้ว และยังไม่ได้รวมข้อมูลของอุตสาหกรรมใหม่อย่างครบถ้วน ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวอาจทำให้ตัวเลขกำลังการผลิตไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
การปรับปรุง MPI จึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะด้านสถิติเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลที่ใช้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วย เมื่อไทยมีข้อมูลที่ทันสมัยและสะท้อนศักยภาพการผลิตจริง ก็จะสามารถอธิบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ตอบข้อสงสัย และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการได้ดีขึ้น
แนวทางการค้าของไทยมุ่งสร้างสมดุล
รัฐบาลระบุว่าแนวนโยบายการค้าต่างประเทศจะเน้นการสร้างสมดุลกับประเทศคู่ค้า สำหรับประเทศที่ไทยได้ดุลการค้า รัฐบาลจะใช้การเจรจาด้วยความจริงใจเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่ประเทศที่ไทยขาดดุลการค้าสูง เช่น จีน จะมีการกำหนดมาตรการหลายด้านเพื่อทยอยลดช่องว่างทางการค้า
- ส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดใหม่
- เพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมในประเทศ
- สนับสนุนการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในไทย
- ยกระดับความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานโลก
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของไทยในการเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการดูแลผู้ประกอบการภายในประเทศ การเจรจากับสหรัฐฯ จึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะเรื่องอัตราภาษี แต่ยังครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
FTA ไทย–อียู เดินหน้าควบคู่กับการเจรจาสหรัฐฯ
นอกจากการเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยการเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นการสานต่อจากการเจรจารอบที่ 9 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
รัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถสรุปข้อตกลงในเชิงหลักการได้ภายในปี 2569 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศผล การทำประชาพิจารณ์ การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี และการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ วันที่ 18 กันยายน นายกรัฐมนตรีจะประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนประเด็นที่ยังติดขัดและกำหนดกรอบการเจรจาให้ชัดเจนมากขึ้น
การเตรียมกองทุน FTA และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกเรื่องที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ เพราะการเปิดตลาดย่อมสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจได้ประโยชน์จากตลาดใหม่ ขณะที่บางอุตสาหกรรมอาจต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น
โดยสรุป การที่ อนุทินคุยทรัมป์ เจรจาข้อตกลงภาษีสหรัฐ จะเป็นจังหวะสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของสินค้าไทยและสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจ ผลลัพธ์ของการเจรจาจะมีความหมายต่อทั้งผู้ส่งออก นักลงทุน และแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นควรติดตามรายละเอียดเรื่องอัตราภาษีและเงื่อนไขสุดท้ายอย่างใกล้ชิด หากรัฐบาลสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดตลาด การคุ้มครองผู้ประกอบการ และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ก็จะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
ติดตามข่าวความคืบหน้าการเจรจาการค้าและประเมินผลกระทบต่อธุรกิจของคุณอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ที่มา – “อนุทิน” ยกหูคุย “ทรัมป์” ในสัปดาห์นี้ เจรจาข้อตกลงภาษีการค้าสหรัฐ