อนุทินชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติ
การเข้าร่วมเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ที่ประเทศสิงคโปร์ กลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้สื่อสารศักยภาพต่อผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media ในหัวข้อเกี่ยวกับทิศทางประเทศไทยและโอกาสทางเศรษฐกิจ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ อนุทินชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติ ผ่านการนำเสนอจุดแข็งของประเทศ ทั้งทำเลที่ตั้ง ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียนและเศรษฐกิจโลก การสื่อสารบนเวทีระดับนานาชาติจึงไม่ได้เป็นเพียงการแนะนำประเทศไทย แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจเห็นถึงทิศทางการพัฒนาในระยะยาว
อนุทินชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีทั้งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความผันผวนทางการค้า และความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ นักลงทุนในปัจจุบันจึงมองหาประเทศที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว และมีนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงของประเทศ
ประเทศไทยมีจุดเด่นจากการอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมต่อกับตลาดสำคัญทั้งในอาเซียน จีน อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ได้สะดวก นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานการผลิตเดิมในหลายอุตสาหกรรม มีแรงงานและผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ รวมถึงมีห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางทางธุรกิจของภูมิภาค
อนุทินชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติผ่านนโยบายเศรษฐกิจ
ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเริ่มต้นธุรกิจและขยายกิจการในไทยได้ง่ายขึ้น การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความมั่นใจให้กับภาคเอกชน
นโยบายการลงทุนยังมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและตอบโจทย์อนาคต เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด โลจิสติกส์ สุขภาพ และอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การดึงดูดการลงทุนในสาขาเหล่านี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย พร้อมสร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจระดับโลก
อีกประเด็นที่มีความสำคัญคือความมั่นคงด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่าไทยพร้อมเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของภาคเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น ประเทศที่มีพลังงานมั่นคง มีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสะอาด ย่อมมีโอกาสดึงดูดบริษัทที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
ไทยกับบทบาทบนเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทและได้รับการยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศมากขึ้น ไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ และมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน
อาเซียนถือเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งจากจำนวนประชากร ตลาดผู้บริโภค และโอกาสด้านการผลิต ประเทศไทยจึงสามารถใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตและความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นแรงสนับสนุนการค้าและการลงทุน การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยเปิดตลาดใหม่ เพิ่มความคล่องตัวของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนต่างชาติ
ไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงความพร้อมของประเทศต่อผู้นำทางเศรษฐกิจจากทั่วโลก การเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทย และเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะระหว่างภาครัฐ นักลงทุน และภาคธุรกิจในหลายสาขา
ในระยะยาว ไทยยังมีเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งสะท้อนความพยายามยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล หากดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก
Forbes Global CEO Conference กับโอกาสของไทย
Forbes Global CEO Conference เป็นการประชุมประจำปีที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูง นักลงทุนรายใหญ่ ผู้นำภาครัฐ และบุคคลสำคัญจากภาคเอกชนทั่วโลก โดยงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-450 คน ผู้เข้าร่วมงานมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประมาณร้อยละ 40 เป็นบุคคลที่อยู่ในทำเนียบมหาเศรษฐีของ Forbes
หัวข้อหลักของการประชุมคือ “Speed of Change” หรือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์ที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญ ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ นโยบายการค้า และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ประเทศไทยได้แสดงวิสัยทัศน์ในเวทีนี้ จึงเป็นโอกาสในการบอกเล่าความพร้อมและแนวทางการปรับตัวของประเทศให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการลงทุนได้รับทราบ
- ด้านทำเลที่ตั้ง: ไทยเชื่อมโยงตลาดสำคัญในเอเชียและเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค
- ด้านอุตสาหกรรม: ไทยมีฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในหลายสาขา พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
- ด้านพลังงาน: รัฐบาลเตรียมเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการลงทุนระยะยาว
- ด้านความร่วมมือ: ไทยมีบทบาทในอาเซียนและพร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ
- ด้านนโยบาย: ภาครัฐมุ่งอำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการลงทุน
การที่อนุทินชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติบนเวที Forbes สะท้อนว่าการแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพ นโยบายที่ชัดเจน คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ความสามารถของแรงงาน และโอกาสในการเข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคด้วย
มุมมองที่น่าสนใจคือ ไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้รับการลงทุน มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยให้นักลงทุนเติบโตได้จริง การพัฒนาทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น และการสร้างระบบราชการที่รวดเร็วจะเป็นกุญแจสำคัญ หากภาครัฐและเอกชนเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนความพร้อมบนเวทีโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ นี่เป็นช่วงเวลาที่ควรติดตามนโยบายใหม่ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างใกล้ชิด ส่วนประเทศไทยควรเดินหน้าสื่อสารจุดแข็งอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากเวทีนานาชาติให้เป็นการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตที่เกิดประโยชน์กับคนไทยในระยะยาว
ที่มา – ‘อนุทิน’ชูความพร้อมไทยดึงนักลงทุนต่างชาติ บนเวที ‘Forbes’




