อนุทินฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง? เสรีพิศุทธ์ลุยยื่นหลักฐาน กกต.
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ใครหลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เดินหน้าชนไม่ยั้ง เข้าให้ถ้อยคำต่อฝ่ายสืบสวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเอาผิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงานนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า อนุทินฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง? เสรีพิศุทธ์ลุยยื่นหลักฐาน กกต. จนกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง
เจาะลึกปม อนุทินฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง? เสรีพิศุทธ์ลุยยื่นหลักฐาน กกต.
การเดินเกมในครั้งนี้ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ใช่แค่การร้องเรียนธรรมดา แต่เป็นการอ้างถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) โดยมีประเด็นหลักเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีคำพิพากษาศาลปกครองและศาลฎีกายืนยันชัดเจนแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
เหตุผลที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เชื่อว่า อนุทินฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง? เสรีพิศุทธ์ลุยยื่นหลักฐาน กกต. มาเต็ม
จากการให้ถ้อยคำเพิ่มเติม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้ชี้ประเด็นสำคัญว่า:
- นายอนุทินย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ในบ้านพักของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของการรถไฟฯ
- แม้ศาลฎีกาจะตัดสินในปี 2560 แล้ว แต่การเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามมาตรฐานจริยธรรม
- การกล่าวอ้างว่าไม่รู้หรือรอการพิสูจน์สิทธิรายแปลง เป็นสิ่งที่ขัดกับคำพิพากษาศาลปกครองอย่างชัดเจน
นอกจากประเด็นเรื่องที่ดินแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังได้สะท้อนความรู้สึกส่วนตัวเกี่ยวกับงบประมาณของ กกต. ที่เจ้าตัวได้พบเห็นระหว่างการเข้าให้ปากคำ โดยมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สำนักงานและการเปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่ง ซึ่งสร้างความเสียดายภาษีประชาชนเป็นอย่างยิ่ง
มุมมองทิ้งท้าย: คดีนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการตรวจสอบในประเทศไทย หากผู้มีอำนาจระดับรัฐมนตรีเพิกเฉยต่อคำสั่งศาลและจริยธรรมเสียเอง ความเชื่อมั่นของประชาชนย่อมถดถอย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง กกต. จะมีบทสรุปในเรื่องนี้อย่างไร และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นในรูปแบบไหน ต้องรอติดตามผลการสืบสวนกันอย่างใกล้ชิด