อนุทินหารืออดีตนายกฯญี่ปุ่น ดันไทยสู่ฐานผลิตอีวี

ความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับและหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเสรีประชาธิปไตย ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย

การพบกันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือการผลักดันประเทศไทยให้เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทญี่ปุ่น

อนุทินหารืออดีตนายกฯญี่ปุ่น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และสนับสนุนธุรกิจเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาไทยให้กลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่กับการดูแลผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมให้ไทยสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ และระบบที่เกี่ยวข้องได้ภายในประเทศ

อนุทินหารืออดีตนายกฯญี่ปุ่น ชวนลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจากการหารือ คือการเชิญชวนผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นให้พิจารณาใช้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ การลงทุนในส่วนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยยังคงรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญในภูมิภาค

การดึงการลงทุนจากญี่ปุ่นยังมีความหมายมากกว่าการเพิ่มจำนวนโรงงาน เพราะจะช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ได้มากขึ้น หากการพัฒนาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ดีขึ้น

รัฐบาลยังชี้แจงถึงมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า พร้อมยืนยันว่าจะส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศควบคู่ไปกับการดูแลฐานการผลิตรถยนต์เดิม แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนธุรกิจได้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงงาน แรงงาน และผู้ประกอบการในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดคือโอกาสใหม่

นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว ฝ่ายญี่ปุ่นยังแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย ความร่วมมือด้านนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

การพัฒนาพลังงานสะอาดมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ไฟฟ้า เพราะการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากไทยสามารถพัฒนาทั้งการผลิตรถยนต์ แบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และพลังงานสะอาดไปพร้อมกัน จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

  • เพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน
  • สร้างการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทญี่ปุ่น
  • ยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  • สนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

ไทยต้องเตรียมพร้อมรับการแข่งขันระยะยาว

การหารือระหว่างนายอนุทินกับอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการทูต แต่เป็นการวางแนวทางความร่วมมือที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนงานวิจัย และการยกระดับบุคลากรให้ทันต่อความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างราบรื่น ผู้ผลิตรถยนต์ไทยควรเร่งพัฒนาขีดความสามารถและปรับสายการผลิต ส่วนภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม พร้อมดูแลผู้ประกอบการเดิมไม่ให้ได้รับผลกระทบมากเกินไป

โดยสรุป การที่ประเทศไทยได้รับการชักชวนและถูกมองเป็นพันธมิตรสำคัญในห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม หากทุกฝ่ายเดินหน้าด้วยแผนงานที่ชัดเจน ไทยจะสามารถรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมก้าวสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดในภูมิภาคได้ในระยะยาว ติดตามความคืบหน้าด้านการลงทุนและนโยบายอุตสาหกรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

ที่มา – ‘อนุทิน’หารือ อดีตนายกฯญี่ปุ่น ชวนให้ดึงไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *