อาเซียนหวั่น “ศึกตะวันออกกลาง” ฉุดเศรษฐกิจพัง

สถานการณ์ศึกตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับภูมิภาคอาเซียนอย่างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและการค้าโลก ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 1 ใน 4 ของการส่งออกทางเรือทั่วโลก และกว่า 80% มุ่งตรงสู่เอเชีย

อาเซียนหวั่น “ศึกตะวันออกกลาง” ฉุดเศรษฐกิจพัง

วิกฤติในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซผันผวนรุนแรง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง สร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบอาหารโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นและเสี่ยงขาดแคลน ซึ่งกระทบตรงต่อเกษตรกรในอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก นอกจากนี้ ค่าครองชีพทั่วภูมิภาคกำลังทะยาน โดยครัวเรือนรายได้น้อยและ SMEs ได้รับผลหนักสุด

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดฝอยของเศรษฐกิจโลก หากเกิดการปิดกั้น จะทำให้อุปทานพลังงานขาดแคลนทันที ส่งผลให้ GDP ภูมิภาคอาเซียนชะลอตัวได้ถึง 1-2% ตามการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ ประเทศไทยเองก็ไม่รอด เนื่องจากนำเข้าน้ำมันกว่า 80% จากตะวันออกกลาง

ผลกระทบจาก “ศึกตะวันออกกลาง” ต่อเศรษฐกิจอาเซียน

ไม่เพียงพลังงาน แต่ยังกระทบอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันที่พุ่งอาจทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่ม 20-30% สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นตามไปด้วย เกษตรกรในเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย จะเผชิญปัญหาปุ๋ยแพง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและราคาอาหารทะลุเพดาน

อาเซียนเปิดทางขนส่งรับมือวิกฤติพลังงาน

ที่ประชุมอาเซียนหวั่น “ศึกตะวันออกกลาง” ฉุดเศรษฐกิจพัง จึงมีมติสำคัญเพื่อรับมือ โดยให้คำมั่นหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารและพลังงาน เปิดพรมแดนทางบก สนามบิน และท่าเรือให้สินค้าจำเป็นไหลเวียนได้ uninterrupted นอกจากนี้ ยังประสานงานกับ IMF และธนาคารโลกเพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ

  • เปิดโครงสร้างพื้นฐานการค้าแบบเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันการขาดแคลน
  • หลีกเลี่ยงการเก็บภาษีหรือควotas กับสินค้าอาหาร พลังงาน
  • เพิ่มการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อหาแหล่งพลังงานทางเลือก
  • สนับสนุน SMEs และครัวเรือนยากจนผ่านมาตรการบรรเทา

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤติได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องเร่ง diversification แหล่งพลังงาน เช่น เพิ่ม LNG จากออสเตรเลียหรือสหรัฐฯ และลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

บทเรียนสำหรับประเทศไทยจากวิกฤติพลังงาน

ไทยควรเตรียมพร้อมโดยเพิ่มสต็อกน้ำมันสำรอง ส่งเสริม EV และพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง อาเซียนทั้งกลุ่มต้องร่วมมือกันสร้าง supply chain ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โดยสรุป แม้อาเซียนหวั่น “ศึกตะวันออกกลาง” ฉุดเศรษฐกิจพัง แต่การตอบสนองที่รวดเร็วจะช่วยลดผลกระทบได้ ในมุมมองผู้เขียน อาเซียนมีโอกาสพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการเร่ง green economy และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – อาเซียนหวั่น “ศึกตะวันออกกลาง” ฉุดเศรษฐกิจพัง เปิดทางขนส่งรับมือวิกฤติพลังงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *