อียูแบนเงินทุนสนับสนุน “เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์” บางประเภทของจีน
ในยุคที่โลกกำลังหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น อียูแบนเงินทุนสนับสนุน “เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์” บางประเภทของจีน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานสีเขียวทั่วโลก การตัดสินใจครั้งนี้ของสหภาพยุโรป (EU) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากความกังวลเรื่องความมั่นคงและการพึ่งพาต่างชาติที่มากเกินไป โดยเฉพาะจากจีนที่ครองตลาดพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 80% ของโลก
อียูแบนเงินทุนสนับสนุน “เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์” บางประเภทของจีน
ตามรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม จากกรุงบรัสเซลส์ ฝ่ายบริหารของอียูประกาศแบนเงินทุนสนับสนุนสำหรับ “อินเวอร์เตอร์” หรือเครื่องแปลงไฟฟ้าที่ผลิตในจีน อุปกรณ์ชิ้นนี้เปรียบเสมือน “สมอง” ของระบบโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า หากขาดมัน ระบบทั้งหมดก็ไร้ประสิทธิภาพ การแบนนี้มีผลตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน สำหรับโครงการใหม่ โดยยกเว้นโครงการเก่าบางส่วน
นโยบายนี้ครอบคลุมอินเวอร์เตอร์จากบริษัทจีนชั้นนำอย่าง Huawei และ Sungrow รวมถึงจากประเทศเสี่ยงสูงอื่นๆ เช่น รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ เหตุผลหลักคือกลัวภัยคุกคามทางไซเบอร์และการแทรกแซงจากต่างชาติ
เหตุผลหลักเบื้องหลังการแบนเทคโนโลยีจีน
นางชิวอน แมคแกร์รี โฆษกหญิงอียู ระบุว่า ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่ผู้กระทำการต่างชาติอาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญชะงักงัน เช่น การปิดระบบไฟฟ้าจากระยะไกล ส่งผลให้ไฟดับทั่วประเทศ สมาชิกอียู 27 ประเทศกำลังพึ่งพาจีนหนักในภาคพลังงานสีเขียว ซึ่งเสี่ยงต่อ supply chain disruption โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่ง
- ความเสี่ยงด้านความมั่นคง: อินเวอร์เตอร์จีนอาจมีช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีไซเบอร์
- การครอบงำตลาด: จีนผลิตแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์ราคาถูก ครองตลาดยุโรปกว่า 90%
- นโยบาย Green Deal: อียูต้องการลดการพึ่งพาเพื่อบรรลุเป้า net-zero 2050
บริษัทและเทคโนโลยีที่ได้รับผลกระทบ
Huawei ซึ่งเคยเป็นผู้นำตลาดอินเวอร์เตอร์โซลาร์ในยุโรป ถูกแบนไปแล้วในบางประเทศตั้งแต่ปี 2020 เนื่องจากข้อกล่าวหาจารกรรม ส่วน Sungrow ก็ถูกจับตาเช่นกัน อุปกรณ์จากประเทศเหล่านี้ถูกจัดเป็น “high-risk” ทำให้โครงการโซลาร์ใหม่ในอียูต้องหันไปใช้อินเวอร์เตอร์จากยุโรปหรือพันธมิตร
ทางเลือกใหม่ที่อียูส่งเสริม
อียูวางแผนสนับสนุนอินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตยุโรป เช่น SMA Solar จากเยอรมนี หรือจากประเทศพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมีแผนลงทุนใน R&D เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในท้องถิ่น ลดการนำเข้าจากจีน
การตัดสินใจนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงพลังงาน แต่ยังกระตุ้นอุตสาหกรรมในยุโรปให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจทำให้ต้นทุนโครงการโซลาร์สูงขึ้น 10-20% ในระยะสั้น ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายติดตั้งโซลาร์ 600 GW ภายในปี 2030
ในมุมมองของผู้เขียน นโยบาย อียูแบนเงินทุนสนับสนุน “เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์” บางประเภทของจีน เป็นก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง แม้จะเจ็บปวด แต่จะช่วยให้ยุโรปมีอิสระทางพลังงานมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตเทรนด์ล่าสุด!
ที่มา – อียูแบนเงินทุนสนับสนุน “เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์” บางประเภทของจีน