เงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6%

เงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6% กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านค่าครองชีพของคนไทย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศจะดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ในชีวิตจริงแต่ละครัวเรือนกลับได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหาร ของใช้จำเป็น และค่าเดินทาง

ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะราคาสินค้าพุ่งสูง ครัวเรือนรายได้น้อยต้องแบกรับเงินเฟ้อจริงมากกว่าครัวเรือนรายได้สูงถึง 2.60% ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงราคาสินค้าที่ปรับขึ้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับประเภทสินค้าที่แต่ละกลุ่มเลือกซื้อ ขนาดบรรจุภัณฑ์ และความสามารถในการวางแผนการใช้จ่าย

เงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6% เพราะอะไร

ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากภาระค่าครองชีพที่ซ้อนทับกันหลายชั้น เมื่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ หรืออาหารสดเพิ่มขึ้น ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบเร็วกว่า เพราะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและสินค้าจำเป็นสูงกว่าคนรายได้มาก ขณะที่คนรายได้สูงยังมีทางเลือกในการเปลี่ยนแบรนด์ เลื่อนการซื้อ หรือเลือกสินค้าขนาดใหญ่ที่มีราคาต่อหน่วยถูกกว่า

4 สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อกระทบคนจนหนักกว่า

  • โครงสร้างการบริโภค: ครัวเรือนรายได้น้อยใช้เงินกับอาหารและเครื่องดื่มเป็นสัดส่วนสูง สินค้ากลุ่มนี้มักปรับราคาเร็วเมื่อเกิดปัญหาต้นทุน
  • Cheapflation: สินค้าราคาถูกมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาแรงและบ่อยกว่าสินค้าพรีเมียม เนื่องจากผู้ผลิตมีส่วนต่างกำไรน้อยและรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด
  • Shrinkflation: ผู้ผลิตอาจลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์ แต่คงราคาขายเดิม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินเท่าเดิมแต่ได้รับสินค้าน้อยลง
  • ข้อจำกัดในการซื้อแพ็กประหยัด: ผู้มีรายได้น้อยอาจไม่มีเงินก้อนหรือพื้นที่จัดเก็บมากพอที่จะซื้อสินค้าขนาดใหญ่ แม้ราคาต่อหน่วยจะถูกกว่า

ภาระชั้นแรกคือโครงสร้างการใช้จ่าย โดยข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนชี้ว่า กลุ่มรายได้น้อยต้องใช้เงินจำนวนมากกับอาหารสด อาหารสำเร็จรูป และเครื่องดื่ม เมื่ออาหารมีราคาสูงขึ้นจึงกระทบงบประมาณโดยตรง แตกต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์สื่อสาร หรือสินค้าคงทนบางประเภทที่คนรายได้สูงซื้อในสัดส่วนมากกว่า และสินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้นช้ากว่า

ชั้นที่สองคือปรากฏการณ์ Cheapflation หรือการที่สินค้าราคาถูกมีราคาเพิ่มขึ้นเร็วกว่าสินค้าพรีเมียม ในช่วงวิกฤตพลังงาน สงคราม หรือภัยธรรมชาติ สินค้าทั่วไปมักมีต้นทุนการผลิตที่อ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะที่สินค้าพรีเมียมมีส่วนต่างกำไรมากกว่า จึงสามารถชะลอการขึ้นราคา หรือลดกิจกรรมส่งเสริมการขายแทนได้

ชั้นที่สามคือ Shrinkflation หรือการลดขนาดสินค้าที่ผู้บริโภคอาจสังเกตได้ยาก เช่น แชมพูจาก 500 มิลลิลิตรเหลือ 400 มิลลิลิตร แต่ยังขายราคาเท่าเดิม รวมถึงผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน โลชั่น และนมผง ปัญหานี้ทำให้ราคาต่อหน่วยสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนป้ายราคา ผู้ซื้อที่ไม่ได้เปรียบเทียบปริมาณอาจเข้าใจว่าสินค้ายังมีราคาเท่าเดิม

ชั้นสุดท้ายคือข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ครัวเรือนรายได้น้อยจำนวนมากต้องใช้รายได้เกือบทั้งหมดไปกับค่าใช้จ่ายประจำ เหลือเงินออมเพียงเล็กน้อย จึงไม่สามารถซื้อสินค้าขนาดใหญ่หรือแพ็กประหยัดได้ แม้การซื้อสินค้าในปริมาณมากจะช่วยลดราคาต่อหน่วยได้ถึงประมาณ 10% นอกจากนี้ บ้านบางหลังมีพื้นที่จำกัด ทำให้ไม่สะดวกต่อการกักตุนสินค้า

ผลกระทบของเงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6%

เมื่อรายได้เพิ่มไม่ทันราคาสินค้า ผู้มีรายได้น้อยอาจต้องลดปริมาณอาหาร เลือกสินค้าคุณภาพต่ำลง หรือเลื่อนการซื้อสินค้าที่จำเป็นบางอย่างออกไป ครอบครัวบางส่วนอาจต้องกู้ยืมเพื่อรับมือค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้สินในระยะยาว นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังลดโอกาสในการออมและการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษา สุขภาพ หรือการประกอบอาชีพเสริม

การดูเฉพาะตัวเลข CPI เฉลี่ยจึงอาจไม่เพียงพอ เพราะดัชนีดังกล่าวสะท้อนภาพรวมระดับประเทศ แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดว่ากลุ่มรายได้ต่างกันกำลังซื้อสินค้าอะไรและต้องจ่ายมากน้อยเพียงใด การใช้ข้อมูลราคาจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์และข้อมูลสแกนบาร์โค้ดหน้าร้าน จะช่วยให้หน่วยงานรัฐติดตามราคาสินค้าของแต่ละกลุ่มได้แม่นยำขึ้น

แนวทางช่วยลดภาระค่าครองชีพ

  • จัดทำดัชนีเงินเฟ้อแยกตามกลุ่มรายได้ เพื่อสะท้อนต้นทุนชีวิตจริงของประชาชน
  • เปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบหว่านแหเป็นมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ตรงจุด
  • แสดงราคาต่อหน่วย เช่น ราคาต่อกิโลกรัม ต่อลิตร หรือต่อมิลลิลิตร ให้เห็นชัดเจน
  • พิจารณาการแจ้งเตือนเมื่อผู้ผลิตลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์
  • ออกแบบสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถสะสมเงินซื้อสินค้าแพ็กประหยัดได้

ภาครัฐควรแยกบทบาทของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้ชัดเจน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ดูแลเงินเฟ้อในภาพรวม ขณะที่นโยบายการคลังควรเข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำและดูแลกลุ่มเปราะบางโดยตรง การช่วยเหลือที่แม่นยำจะใช้งบประมาณคุ้มค่ากว่าการอุดหนุนราคาสินค้าทุกประเภทให้กับคนทุกกลุ่ม

สำหรับผู้บริโภค การเปรียบเทียบราคาต่อหน่วย ตรวจสอบปริมาณสินค้า และวางแผนซื้อของจำเป็นล่วงหน้า อาจช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยมาตรการเชิงนโยบายที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เป็นธรรม เพราะ เงินเฟ้อคนจนสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6% ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาพสะท้อนว่าคนแต่ละกลุ่มมีต้นทุนในการดำรงชีวิตแตกต่างกัน

หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ผู้กำหนดนโยบายควรรับฟังประสบการณ์ของประชาชนและใช้ข้อมูลราคาที่ละเอียดมากขึ้น การแสดงราคาต่อหน่วยและการช่วยเหลือแบบเจาะจงจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ดีขึ้น และทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นธรรมกับทุกครัวเรือนมากกว่าเดิม

ที่มา – ‘เงินเฟ้อคนจน’ พุ่งสูงกว่าคนร่ำรวย 2.6% เปิดสาเหตุค่าครองชีพซ้ำเติมผู้มีรายได้น้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *