เจ้าหนี้โทรตามวุ่น! ผู้อพยพแบงก์คุยง่ายแต่ไฟแนนซ์ไม่ยอม

เจ้าหนี้โทรตามวุ่น! ผู้อพยพแบงก์คุยง่ายแต่ไฟแนนซ์ไม่ยอม

ในช่วงเวลาที่ไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลายคนคงติดตามข่าวการปะทะและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะผู้อพยพที่ต้องจากบ้านมาอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว แม้อาหารการกินและการดูแลจะครบถ้วน แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลมากคือ “หนี้สิน” ที่ยังคงถูกทวงถามจากเจ้าหนี้ โดยเฉพาะไฟแนนซ์และหนี้นอกระบบ

ความกดดันจากเจ้าหนี้ ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ที่เกิดเหตุปะทะต่อเนื่องกว่า 10 วัน ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อพยพภายในสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีที่พัก มีอาหาร และบริการต่าง ๆ ครบครัน แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือความกดดันทางจิตใจจาก “การถูกทวงหนี้”

หลายครอบครัวที่ต้องหนีออกจากบ้าน ไม่เพียงแค่ต้องสูญเสียรายได้ แต่ยังต้องเผชิญกับการถูกโทรศัพท์ทวงหนี้จากเจ้าหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ บางคนถึงขั้นถูกขู่ว่าจะยึดรถ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับผู้อพยพที่อยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว

แบงก์เข้าใจ แต่ไฟแนนซ์ไม่ยอม

ข้อมูลจากผู้อพยพหลายรายระบุว่า ธนาคารส่วนใหญ่ให้ความเข้าใจและมีความเห็นอกเห็นใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่าผู้กู้กำลังอยู่ในศูนย์พักพิง ก็จะขอโทษและไม่เร่งรัดการชำระหนี้ แต่กับไฟแนนซ์รถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น

นางสาวศิริพร ดวงลายทอง อายุ 28 ปี อาชีพรับจ้าง กล่าวว่า ครอบครัวของเธอต้องอพยพออกจากบ้านมานานกว่า 10 วัน โดยไม่มีรายได้เข้ามาเลย เงินที่เคยได้จากสวัสดิการบุตรและเบี้ยผู้สูงอายุ ถูกใช้ไปจนหมด ขณะนี้ค้างชำระหนี้ไฟแนนซ์รถมาแล้ว 2 งวด และกำลังจะถึงงวดที่ 3 ซึ่งเจ้าหนี้ขู่ว่าจะยึดรถ

“ถ้าเขาจะยึดก็คงต้องปล่อย เพราะสถานการณ์ยังไม่จบ อยากให้เหตุการณ์สงบเร็ว ๆ จะได้กลับไปทำงานหาเงินมาจ่ายหนี้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเครียด

ความห่วงใยที่ไม่ใช่แค่เรื่องหนี้

ไม่ใช่แค่เรื่องการเงินเท่านั้นที่ผู้อพยพกังวล หลายคนยังเป็นห่วงบ้านเรือน สัตว์เลี้ยง และการทำมาหากิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาในชีวิตประจำวัน

นางบุญชื่น ผดุงแดน อายุ 61 ปี กล่าวว่า เธอเข้าใจว่าธนาคารมีความเห็นใจ แต่กับหนี้นอกระบบและไฟแนนซ์รถนั้น ไม่มีความยืดหยุ่นเลย แม้จะอธิบายสถานการณ์ไปแล้ว ก็ยังถูกขู่ว่าจะยึดรถ

“คนรับจ้างอย่างเรามีหนี้ต้องจ่าย ไม่ได้ร่ำรวยอะไร อยากให้จบแบบจบจริง ๆ ไม่ใช่อีกสองสามเดือนกลับมาปะทะใหม่ ถึงแม้จะสงบแล้วก็ยังกังวลว่าจะกลับไปทำงานกรีดยาง รับจ้าง ปลูกมัน ได้เหมือนเดิมหรือไม่”

ความหวังของผู้อพยพ

จากข้อมูลและเสียงสะท้อนของผู้อพยพ หลาย ๆ ครอบครัวต่างหวังให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แม้จะพยายามปรับตัวและยอมรับสถานการณ์ แต่การไม่มีรายได้และการถูกทวงหนี้ ก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามหลอกหลอน

หลายคนมองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเจรจากับบริษัทไฟแนนซ์และเจ้าหนี้นอกระบบ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการชำระหนี้ช่วงวิกฤต

บทเรียนจากวิกฤต

เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า แม้ในยามวิกฤต หนี้สินก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่เคยหยุดพัก ดังนั้น ทั้งรัฐและภาคเอกชนควรพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านการเงินให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การให้อาหารและที่พัก แต่ควรรวมถึงการเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อให้ผู้อพยพมีเวลาและโอกาสฟื้นตัว

การที่แบงก์เข้าใจแต่ไฟแนนซ์ไม่ยอม เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบการเงินยังมีช่องว่างที่ต้องอุด ความเห็นอกเห็นใจและการให้ความช่วยเหลือควรจะมีในทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่บางส่วนเท่านั้น

สุดท้ายนี้ ขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว และขอให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย

ที่มา – เจ้าหนี้โทรตามวุ่น! ผู้อพยพตัดพ้อ แบงก์คุยง่ายแต่ไฟแนนซ์ไม่ยอม ห่วงโดนยึดรถ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *