เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาเป็นหัวข้อใหญ่ที่กระทบวงกว้างของเกษตรกรไทยทั้งในด้านข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากว่าจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรไทยในห่วงโซ่อาหารสัตว์

เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ล่าสุด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ออกมาเปิดเผยว่า การเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” สำหรับเกษตรกรชาวไทย เนื่องจากการเปิดประตูการค้าแบบนี้จะกระทบกับปริมาณความต้องการข้าวโพด ปลายข้าว รวมไปถึงมันสำปะหลังที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์อย่างหนัก

หากเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในไทยได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเนื้อหมูราคาถูก ซึ่งมีบริการการผลิตรถมากกว่า 6.3 ล้านตัน จะนำไปสู่ผลขาดทุนทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ความต้องการใช้วัตถุดิบอย่างข้าวโพดจะลดลงราว 1.3 ล้านตัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอาจขาดตลาดรองรับ รวมถึงผลกระทบต่อการผลิตปลายข้าวอีก 1.5 ล้านตัน และมันสำปะหลังถึง 1 ล้านตัน

ผลกระทบต่อตลาดและราคา

แม้กระแสข่าวจะบอกว่ามีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาแล้วในปีนี้ แต่นายพรศิลป์ยืนยันว่าที่จริงแล้วยังไม่มีข้อมูลว่ามีการสั่งซื้อจริง หากมีก็จะเป็นไปอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรการที่กำหนด เช่น การนำเข้าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมเท่านั้น

ปัจจุบัน ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยมีทั้งปี 9.2 ล้านตัน แต่ประเทศไทยผลิตได้เพียง 4.8 ล้านตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวโพดในประเทศแม้จะมีช่วงตกต่ำตามฤดูกาล แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ

เพื่อลดผลกระทบจากราคาตกต่ำ และป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ นายพรศิลป์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแนวทางรักษาเสถียรภาพ เช่น โครงการชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต็อกข้าวโพด เพื่อช่วยให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

นอกจากปัญหาราคาที่จะกระทบโดยตรงแล้ว ยังมีประเด็นด้านสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ที่ใช้ในเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย เนื่องจากมีความแตกต่างในวิถีการบริโภค โดยเฉพาะเนื้อและเครื่องในที่มีสารตกค้างสูง

สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เกษตรกรควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นต่ำเพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือควรมีการปรับตัวในโครงสร้างการเพาะปลูก เช่น การปลูกตามฤดูกาลที่เหมาะสม และการวางแผนเก็บเกี่ยวรายได้ให้ดีขึ้น

หากย้อนกลับไปในอดีต ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตมักเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเปลี่ยนแปลงสนับสนุนจากภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ หากไม่อยากให้ห่วงโซ่เกษตรกรในประเทศไทยถูกทำลายอย่างไม่สามารถกู้คืนได้

ไม่ว่าจะเป็นราคาหรือผลกระทบในระบบเศรษฐกิจระยะยาว การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองและต้องมีการหารืออย่างจริงจังกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวเกษตรกรที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ที่มา – เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย ทั้งข้าวโพด-ข้าว-มันสำปะหลัง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *