‘เท้ง’ ยังกั๊กยื่นอภิปราย ม.152

ประเด็นการเมืองไทยกำลังจับตาไปที่ท่าทีของฝ่ายค้าน หลังนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงแนวทางการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ก่อนเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151

สำหรับท่าทีล่าสุด ‘เท้ง’ ยังกั๊กยื่นอภิปราย ม.152 โดยระบุว่าการยื่นญัตติดังกล่าวเป็นสิทธิและช่องทางที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าการยื่นหรือไม่ยื่น คือความพร้อมของรัฐบาลในการชี้แจงต่อสภา ฝ่ายค้านจึงขอดูท่าทีของรัฐบาล รวมถึงรอหารือร่วมกับวิปฝ่ายค้านก่อนตัดสินใจอย่างเป็นทางการ

‘เท้ง’ ยังกั๊กยื่นอภิปราย ม.152 รอดูท่าทีรัฐบาล

นายณัฐพงษ์มองว่า หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับกลไกของรัฐสภา ก็ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น เพราะการตอบกระทู้ถามสด การชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ และการตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ล้วนเป็นช่องทางที่รัฐบาลสามารถสื่อสารข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนได้เช่นกัน

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายค้านต้องการให้การตรวจสอบรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของการอภิปรายใหญ่ ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ยังไม่เร่งตัดสินใจว่าจะยื่นญัตติมาตรา 152 หรือไม่ เพราะต้องประเมินว่าการอภิปรายรูปแบบใดจะสร้างประโยชน์ต่อการตรวจสอบมากที่สุด และช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนรอบด้าน

‘เท้ง’ ยังกั๊กยื่นอภิปราย ม.152 แต่ฝ่ายค้านพร้อม

เมื่อถูกถามถึงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การขยับช่วงเวลาออกไปมีทั้งข้อดีและข้อควรพิจารณา ในมุมของฝ่ายค้าน การมีเวลามากขึ้นจะช่วยให้สามารถรวบรวมเอกสาร ตรวจสอบข้อมูล และจัดทำประเด็นอภิปรายได้ละเอียดรอบคอบกว่าเดิม

ผู้นำฝ่ายค้านยืนยันว่า ฝ่ายค้านมีความพร้อมในการทำงานทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือวันเสาร์อาทิตย์ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการอภิปรายทันทีที่รัฐบาลแจ้งตารางเวลาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกำหนดกรอบเวลาเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคมแล้ว ฝ่ายค้านก็พร้อมปฏิบัติตามกรอบดังกล่าว โดยไม่ต้องการให้ประเด็นเรื่องความพร้อมกลายเป็นการโต้เถียงระหว่างสองฝ่าย

  • ฝ่ายค้านมีเวลาเพิ่มขึ้น: สามารถตรวจสอบข้อมูลและจัดเตรียมหลักฐานได้รัดกุมมากขึ้น
  • รัฐบาลมีเวลาชี้แจง: สามารถเตรียมคำตอบและเอกสารประกอบการอภิปรายได้ครบถ้วน
  • ประชาชนได้ประโยชน์: ได้รับข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจ
  • สภามีบทบาทมากขึ้น: เปิดพื้นที่ให้สมาชิกสภาฯ ใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีถ้อยคำตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับวาทกรรม “พูดดีเข้าตัว พูดชั่วให้คนอื่น” นายณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่ต้องการตอบโต้ในประเด็นดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นความเห็นที่ไม่ได้มีสาระสำคัญในการสื่อสารเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามก็จำเป็นต้องแสดงความคิดเห็น โดยย้ำว่าผู้ที่จะตัดสินท่าทีและคำพูดของนายกรัฐมนตรีได้ดีที่สุดคือประชาชนที่ติดตามข่าวสาร

นอกจากเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ช่วงเวลาประมาณหนึ่งเดือนก่อนการอภิปรายอาจมีการหารือระหว่างวิปของทั้งสองฝ่าย เพื่อจัดลำดับกฎหมายสำคัญเข้าสู่การพิจารณาในสภา ประเด็นที่ถูกพูดถึง ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องปิดปาก หรือกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองประชาชนและผู้แสดงความคิดเห็นจากการถูกใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ

อีกเรื่องที่น่าจับตาคือกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2571 ซึ่งจะเป็นปีแรกที่สำนักงบประมาณเตรียมใช้แนวทาง pre-budget consultation หรือการรับฟังความคิดเห็นก่อนเริ่มจัดทำคำของบประมาณ กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้ฝ่ายนิติบัญญัติและผู้เกี่ยวข้องเสนอข้อคิดเห็นต่อทิศทางการใช้งบประมาณตั้งแต่ระยะแรก

นายณัฐพงษ์ยังคาดหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุญัตติที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยเบื้องต้นทราบว่ากระบวนการ pre-budget consultation จะเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนผ่านผู้แทนในสภา

ภาพรวมของเรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ‘เท้ง’ ยังกั๊กยื่นอภิปราย ม.152 หรือไม่ แต่ยังสะท้อนการแข่งขันทางการเมืองในด้านการเตรียมข้อมูล ความพร้อมในการชี้แจง และประสิทธิภาพของกลไกรัฐสภา การอภิปรายที่มีคุณภาพควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง เอกสารที่ตรวจสอบได้ และข้อเสนอที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ทางวาจา

ประชาชนจึงควรติดตามทั้งการตัดสินใจยื่นญัตติมาตรา 152 กรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และท่าทีของรัฐบาลต่อข้อซักถามต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลจากเวทีสภาจะช่วยให้สังคมประเมินได้ว่ารัฐบาลบริหารงานอย่างไร และฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบได้เข้มข้นเพียงใด

ท้ายที่สุด ไม่ว่าฝ่ายค้านจะเลือกยื่นอภิปรายทั่วไปก่อนหรือเดินหน้าเตรียมข้อมูลสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตรง สิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญคือการทำให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ตรวจสอบที่สร้างสรรค์ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

ที่มา – ‘เท้ง’ ยังกั๊ก ยื่นอภิปราย ม.152 ขอดูท่าทีรัฐบาล ชี้ซักฟอก 7-11 ธ.ค.ช่วยมีเวลาทำข้อมูลแน่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *