เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สะเทือนหนี้ไทย

ประเด็น เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สะเทือนหนี้ไทย อาจดูเหมือนเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่อยู่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้หลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และโอกาสของผู้ส่งออกไทยในตลาดโลก นายพชร นริพทะพันธุ์ จากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงมองว่าไทยควรเตรียมแผนรับมือให้ชัดเจน ก่อนแรงกระเพื่อมจากตลาดโลกจะส่งมาถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ

ในช่วงที่กำลังจะประกาศผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าพรรคเดโมแครตจะชนะทั้งสองสภา ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจทำให้สมดุลทางการเมืองของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป และอาจกระทบต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และการค้าระหว่างประเทศ แม้ผลเลือกตั้งจะไม่ได้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจเพียงปัจจัยเดียว แต่ตลาดการเงินทั่วโลกมักตอบสนองต่อความไม่แน่นอนอย่างรวดเร็ว

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สะเทือนหนี้ไทยอย่างไร

เหตุผลสำคัญที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไทยโดยตรง คือผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในฐานอ้างอิงของต้นทุนเงินทั่วโลก หากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนก็อาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากพันธบัตรประเทศอื่นด้วย รัฐบาลไทยจึงอาจต้องกู้เงินในต้นทุนที่แพงขึ้น โดยเฉพาะการออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือสนับสนุนโครงการลงทุนของภาครัฐ

นอกจากเรื่องดอกเบี้ยแล้ว นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย หากมีการปรับขึ้นภาษีหรือใช้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น สินค้าไทยอาจมีต้นทุนสูงขึ้นและแข่งขันได้ยากกว่าเดิม ผลกระทบอาจลามไปถึงรายได้ของภาคธุรกิจ การจ้างงาน และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับความสามารถในการบริหารหนี้สาธารณะ

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ สะเทือนหนี้ไทยผ่านดอกเบี้ยและการส่งออก

นายพชรอธิบายว่า แม้พรรคเดโมแครตจะชนะทั้งสองสภา แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงมีอำนาจสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศและมาตรการภาษีศุลกากร ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลงทันทีเมื่อดุลอำนาจในสภาเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งทางการค้าและความไม่แน่นอนระหว่างประเทศยังสามารถกดดันตลาดเงินและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ประเมินว่า หนี้สาธารณะอาจอยู่ที่ประมาณ 68% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในปีงบประมาณ 2569 และขยับเกิน 69% ในปีถัดไป ก่อนแตะระดับสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 แม้ยังไม่เกินกรอบเพดาน 70% แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยไม่ได้กว้างมากนัก ขณะเดียวกัน งบประมาณปี 2570 ยังมีการขาดดุลประมาณ 3.9% ของ GDP และเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตไม่ถึง 2.5% ต่อปี

เมื่อดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับสูง สบน. จึงอาจเลือกกู้ระยะสั้น เช่น การออกตั๋วเงินคลัง เพื่อเลื่อนการออกพันธบัตรระยะยาวไปก่อน วิธีนี้ช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับขึ้นแรง อย่างไรก็ตาม การกู้ระยะสั้นก็มีข้อจำกัด เพราะรัฐบาลต้องต่ออายุหนี้บ่อยขึ้น หากตลาดยังผันผวนหรือดอกเบี้ยไม่ลดลงตามคาด ต้นทุนการกู้ยืมก็อาจสะสมและกลายเป็นภาระในอนาคต

โครงสร้างหนี้ไทยยังมีจุดแข็ง แต่ต้องวางแผนล่วงหน้า

จุดแข็งของไทยคือโครงสร้างหนี้ค่อนข้างแข็งแรง หนี้ที่กู้ไว้แล้วจำนวนมากมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามตลาดในทันที จึงช่วยให้รัฐบาลมีเวลาปรับตัวเมื่อเกิดความผันผวน นอกจากนี้ สบน. ยังสามารถบริหารจังหวะการกู้และเลือกเครื่องมือทางการเงินให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่มีความเสี่ยง เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย หากการส่งออกชะลอตัว รายได้ภาครัฐลดลง หรือรัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพื่อดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาด สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้ในปัจจุบัน แต่เป็นแผนรับมือเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน

แนวทางที่รัฐบาลควรพิจารณามีหลายด้าน ได้แก่

  • กำหนดเส้นทางลดการขาดดุลงบประมาณ: รัฐบาลควรประกาศเป้าหมายรายปีที่ชัดเจน พร้อมกลไกทบทวนเมื่อเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจุดสูงสุดของหนี้ในปีงบประมาณ 2571 มีแผนรองรับ
  • ควบคุมสัดส่วนหนี้ระยะสั้น: การกู้ระยะสั้นอาจช่วยลดต้นทุนในวันนี้ แต่ไม่ควรใช้มากจนเกิดภาระต่ออายุหนี้กระจุกตัว รัฐบาลควรวางแผนกลับมาออกพันธบัตรระยะยาวเมื่อภาวะตลาดเหมาะสม
  • เพิ่มรายได้และใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า: โครงการลงทุนควรให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ รวมถึงการขยายฐานภาษี ปิดช่องโหว่ธุรกิจสีเทาและธุรกิจนอมินี
  • เตรียมรายได้ทดแทน: การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอาจทำให้รายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมบางประเภทลดลง จึงควรมีแผนรองรับตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • กระจายตลาดส่งออก: ไทยควรสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และใช้จุดแข็งของการเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดกลางให้เกิดประโยชน์

ในมุมของประชาชน เรื่องนี้อาจสะท้อนผ่านราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเงินบาท และโอกาสในการทำงาน หากต้นทุนการเงินสูงขึ้น ธุรกิจอาจชะลอการลงทุน ขณะที่ครัวเรือนที่มีหนี้ก็อาจต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดังนั้น การติดตามข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ช่วยให้ทุกคนวางแผนการเงินได้รอบคอบกว่าเดิม

โดยสรุป ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นตัวกำหนดชะตาหนี้ไทยเพียงลำพัง แต่เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างวินัยทางการคลัง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และกระจายความเสี่ยงด้านการค้าให้มากขึ้น หากรัฐบาลมีแผนลดการขาดดุลที่ชัดเจน ลงมือทำได้จริง และสื่อสารกับตลาดอย่างต่อเนื่อง ความผันผวนจากต่างประเทศก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้ ความเห็นส่วนตัวคือ ไทยควรใช้จังหวะนี้เป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่รอให้ปัญหาหนี้ขยายตัวจนแก้ไขได้ยาก

ที่มา – ‘พชร’ ชี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงปัญหาหนี้ไทยทั้งเรื่องดอกเบี้ย-การส่งออก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *