เอกนัฏเร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความมั่นคง

เอกนัฏเร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความมั่นคง กลายเป็นแนวทางสำคัญของประเทศไทยในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027 : โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม ถึงทิศทางพลังงานไทยในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ได้มีเพียงการลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และดูแลต้นทุนไฟฟ้าให้เหมาะสมกับประชาชนและภาคธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดจึงเป็นทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศในเวลาเดียวกัน

เอกนัฏเร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความมั่นคง

ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูงกว่า 90% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ากว่า 60% โดยก๊าซส่วนหนึ่งมาจากอ่าวไทย อีกส่วนมาจากเมียนมาและการนำเข้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาพลังงานของไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยุคใหม่กำลังใช้ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ปริมาณเพียงพอ และมาจากแหล่งพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไทยสามารถเตรียมระบบพลังงานให้พร้อม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนและสร้างงานในอนาคต

เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานให้เป็นโอกาส

หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึงคือการตัดต้นทุนเสมือน หรือที่เรียกว่าต้นทุนทิพย์ ออกจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ต้นทุนดังกล่าวประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าการสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันในลักษณะเสมือนว่านำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศและมีกำลังการผลิตมากกว่า 100%

แนวทางนี้สะท้อนการทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น หากลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นได้ ก็มีโอกาสช่วยบรรเทาภาระของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งยังเป็นตัวอย่างของการใช้ช่วงเวลาที่เกิดความท้าทายมาเร่งปรับระบบให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

นายเอกนัฏมองว่า จังหวะปัจจุบันเหมาะสมที่สุดสำหรับการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะประเทศไทยต้องรับมือทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน การลงทุนในพลังงานสะอาดจึงไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงและลดต้นทุนในระยะยาว

แผนเพิ่มพลังงานสะอาดและปรับระบบไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานเร่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดที่เกิดขึ้นจริงจากปัจจุบันมากกว่า 20% เป็น 50% ภายใน 10 ปี และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 65% รวมถึงสูงสุด 89% ในช่วงถัดไป

  • เพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
  • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการนำเข้าพลังงาน
  • พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน
  • สนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายอัจฉริยะ
  • เดินหน้าสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนและเน็ตซีโร่

อีกด้านหนึ่งคือการปรับบทบาทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ให้เน้นการพัฒนาและบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะมากขึ้น แทนการทำหน้าที่จัดหาไฟฟ้าและเปิดประมูลพลังงานเพียงอย่างเดียว การปรับบทบาทนี้จะช่วยให้ระบบไฟฟ้ารองรับผู้ผลิตรายใหม่และแหล่งพลังงานที่หลากหลายได้ดีขึ้น

เปิดตลาด Direct PPA ให้ผู้ใช้ไฟเลือกเอง

กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA หรือการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าสะอาดกับผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมยกเลิกข้อจำกัดโควตาเดิม 2,000 เมกะวัตต์ และขยายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะ Data Center

ระบบ Direct PPA จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพและราคาแข่งขันได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อแบบเดิมทั้งหมด นอกจากนี้ยังส่งเสริมการผลิตและใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม ชุมชน หรือหมู่บ้าน ผ่านระบบ Private Grid ซึ่งอาจช่วยลดการสูญเสียระหว่างการส่งไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ดังนั้น การเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดในราคาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่การผลิต

ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตไฟฟ้าสะอาด

นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบพลังงานผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยมีเงินสนับสนุน 50,000 บาท และเน้นหลักการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่เดียวกับที่ใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากมีไฟฟ้าเหลือจึงสามารถขายคืนเข้าสู่ระบบผ่านการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

โครงการดังกล่าวมีกรอบรวม 10,000 เมกะวัตต์ และเตรียมขยายระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าคืนจาก 5 ปีเป็น 20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ที่อยู่ราว 20-25 ปี การเพิ่มระยะเวลารับซื้อจะช่วยให้ครัวเรือนประเมินความคุ้มค่าในการติดตั้งแผงโซลาร์ได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้พลังงานสะอาดเข้าถึงประชาชนได้กว้างกว่าเดิม

การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะประสบความสำเร็จได้เมื่อทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ภาครัฐต้องวางกติกาที่ชัดเจน ภาคธุรกิจต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และประชาชนต้องมีทางเลือกในการผลิตหรือใช้ไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม หัวใจสำคัญคือการสร้างระบบที่มีความมั่นคง โปร่งใส และเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเหมาะสม

เอกนัฏเร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความมั่นคง จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านพลังงาน แต่เป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากแผน PDP การเปิดตลาด Direct PPA และโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน และรับมือกับโลกยุคคาร์บอนต่ำได้ดีขึ้น

ในมุมของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การติดตามนโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะทิศทางพลังงานจะส่งผลต่อค่าไฟ ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และโอกาสทางธุรกิจโดยตรง จังหวะนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนควรร่วมกันผลักดันพลังงานสะอาด เพื่อให้ความมั่นคงด้านพลังงานเกิดขึ้นจริงและส่งต่อประโยชน์ถึงคนไทยในวงกว้าง

ที่มา – ‘เอกนัฏ’ เร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความมั่นคง ชี้จังหวะนี้ดี-เหมาะสมสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *