เอสเอ็มอีและเกษตรกรเสี่ยงรับมือภัยโลกร้อน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม ฝนตกหนัก อากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน ปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะคนที่มีเงินทุนจำกัดและยังขาดเครื่องมือสำหรับวางแผนรับมือระยะยาว

จากเวทีเสวนา Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ Climate Ready 2027: โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม หรือ LACO ชี้ว่า จุดอ่อนสำคัญของไทยคือการตื่นตัวเพียงช่วงสั้น ๆ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ทุกหน่วยงานจะเร่งแก้ปัญหาในเวลานั้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย การเตรียมพร้อมมักกลับไปเป็นเหมือนเดิม

เอสเอ็มอีและเกษตรกรเสี่ยงรับมือภัยโลกร้อน เพราะข้อมูลยังไม่เชื่อมโยง

แม้ประเทศไทยจะมีแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน แต่การทำงานจริงยังขาดศูนย์กลางที่เชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน หลายหน่วยงานมีข้อมูลของตัวเองและทำงานแยกส่วน ทำให้การตัดสินใจในช่วงวิกฤติล่าช้า และประชาชนอาจไม่ได้รับข้อมูลเตือนภัยที่ชัดเจนหรือทันเวลา

ข้อเสนอสำคัญคือการสร้างฐานข้อมูลกลางด้านภัยพิบัติ โดยรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝน น้ำเหนือ ระดับน้ำในเขื่อน พื้นที่เสี่ยง และข้อมูลสำคัญจากท้องถิ่นไว้ในระบบเดียวกัน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้ ก็จะช่วยให้วางแผนระบายน้ำ แจ้งเตือนประชาชน และจัดสรรความช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น

เอสเอ็มอีและเกษตรกรเสี่ยงรับมือภัยโลกร้อน ต้องมีระบบเตือนภัยที่เข้าถึงง่าย

ระบบเตือนภัยที่ดีไม่ควรมีเพียงข้อมูลเชิงวิชาการที่เข้าใจยาก แต่ต้องแปลงข้อมูลให้เป็นภาษาที่ประชาชนทั่วไปนำไปใช้ได้ทันที เช่น พื้นที่ใดควรย้ายของขึ้นที่สูง ช่วงเวลาใดควรหยุดเดินทาง หรือเกษตรกรควรเร่งเก็บเกี่ยวพืชผลเมื่อใด การแจ้งเตือนควรส่งผ่านหลายช่องทาง ทั้งข้อความโทรศัพท์ แอปพลิเคชัน สื่อสังคมออนไลน์ เสียงตามสาย และเครือข่ายผู้นำชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาการสื่อสารขาดช่วง

ภาคเอกชนยังมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ทำงานเชิงรุกและประสานกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลอย่างใกล้ชิด หน่วยงานดังกล่าวควรดูแลตั้งแต่การป้องกัน การเตรียมพร้อม การช่วยเหลือฉุกเฉิน ไปจนถึงการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการหลังเกิดเหตุ เพราะภัยธรรมชาติมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น

ผลกระทบต่อธุรกิจเกษตรและอาหาร

ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนโดยตรง น้ำท่วมอาจทำให้ผลผลิตเสียหาย ขณะที่ภัยแล้งทำให้ผลผลิตลดลงและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ ราคาพลังงาน บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย และวัตถุดิบนำเข้าอาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลก เมื่อเกิดปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ผู้ประกอบการรายเล็กย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังขาดเงินทุน ความรู้ด้านวิจัย และงบประมาณจัดทำแผนความยั่งยืน หรือ ESG Roadmap ขณะเดียวกัน สังคมเกษตรกรรมกำลังเผชิญปัญหาเกษตรกรสูงวัย เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยย้ายเข้าเมืองเพื่อทำงาน ส่งผลให้ภาคเกษตรขาดแรงงานและผู้สืบทอดที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี

การแก้ปัญหาจึงไม่ควรปล่อยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเดินเพียงลำพัง ภาครัฐควรเชื่อมโยงเอสเอ็มอี เกษตรกร และสตาร์ทอัพเข้ากับมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และศูนย์นวัตกรรม เพื่อให้องค์ความรู้ถูกนำไปใช้งานจริง เช่น ระบบวิเคราะห์สภาพดิน เทคโนโลยีพยากรณ์ผลผลิต ระบบจัดการน้ำ การเก็บรักษาผลผลิต และแพลตฟอร์มติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

  • สร้างฐานข้อมูลกลางด้านน้ำ สภาพอากาศ และพื้นที่เสี่ยง
  • พัฒนาระบบเตือนภัยที่ส่งข้อมูลได้รวดเร็วและเข้าใจง่าย
  • สนับสนุนเงินทุนและความรู้ด้าน ESG ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก
  • เชื่อมโยงเกษตรกรกับมหาวิทยาลัย นักวิจัย และสตาร์ทอัพ
  • ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุนและการปล่อยคาร์บอน

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วย Local Sourcing และเกษตร 4.0

อีกแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงคือการกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ หรือ Local Sourcing โดยหันมาใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่มากขึ้น วิธีนี้ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดระยะทางขนส่ง และทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นเมื่อเกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งระยะไกล

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่ม Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัย แหล่งที่มาของสินค้า และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าที่มีเรื่องราวของชุมชน ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และมีมาตรฐานตรวจสอบได้ จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาต่ำเพียงอย่างเดียว

แนวคิดเกษตร 4.0 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรไทย จากการขายผลผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้ เทคโนโลยีอาจช่วยให้เกษตรกรใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการใช้น้ำ ลดต้นทุน และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ท้ายที่สุด การรับมือโลกร้อนไม่ควรเป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น รัฐต้องทำข้อมูลให้เข้าถึงง่าย ภาคธุรกิจต้องวางแผนเชิงรุก สถาบันการศึกษาต้องถ่ายทอดงานวิจัย และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการปรับตัว หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะไม่เพียงลดความเสียหายจากภัยพิบัติ แต่ยังสามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส สร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

เอสเอ็มอีและเกษตรกรเสี่ยงรับมือภัยโลกร้อน หากยังขาดข้อมูล เงินทุน และเครือข่ายสนับสนุน ดังนั้น สิ่งที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้คือการวางแผนล่วงหน้า เชื่อมโยงข้อมูล และเปิดรับเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ที่มา – “อภิรักษ์” ชี้จุดอ่อนไทย “ตื่นตัวสั้น-ขาดรวมศูนย์ข้อมูล”ทำ “เอสเอ็มอี-เกษตรกร”เสี่ยงรับมือภัยโลกร้อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *