เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว

เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว หลังประเด็นความสัมพันธ์กับอดีตภรรยานำไปสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย โดยพระเอกหนุ่มยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่การเอาชนะกันในชั้นศาล แต่เป็นการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ลูกสาวได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากความขัดแย้งของผู้ใหญ่

เรื่องสิทธิในการดูแลลูกเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องทั้งความรู้สึกของพ่อ แม่ และพัฒนาการของเด็ก เอส กันตพงศ์จึงอยากให้อดีตภรรยาหันหน้ามาเจรจาอย่างจริงจัง แม้ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายจะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องลูกมากนัก การสื่อสารที่ชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจจึงเป็นสิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุด

เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว

เอสเปิดเผยว่า เรื่องลูกควรได้รับการพูดคุยให้ราบรื่นและเรียบร้อยมากที่สุด เขามองว่าการฟ้องร้องหรือการต่อสู้เพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือลูกสาว ซึ่งต้องรับรู้และเผชิญกับสถานการณ์ที่พ่อแม่ไม่สามารถตกลงกันได้

นักแสดงหนุ่มยังย้ำว่า หากเขาเป็นฝ่ายชนะคดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับหากอดีตภรรยาเป็นผู้ชนะก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์ ความต้องการของเขาคือการให้ลูกยังสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งพ่อและแม่ โดยผู้ใหญ่ควรร่วมกันวางแนวทางการดูแลให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของเด็ก

เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว พร้อมวอนเจรจา

สำหรับเรื่องการพบลูก เอสกล่าวว่าจำนวนวันที่ได้เจอกันยังไม่ได้แตกต่างจากที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้มากนัก อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมีโอกาสได้พบลูกบ้าง และได้ใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมในช่วงเวลาสั้น ๆ แม้จะเป็นเวลาที่ไม่มาก แต่เขามองว่าทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่กับลูกมีคุณค่าและเป็นสิ่งที่อยากรักษาเอาไว้

เอสยังกล่าวถึงความต้องการในการมีส่วนร่วมดูแลลูกอย่างชัดเจน เขาอยากมีหน้าที่และรับผิดชอบในชีวิตของลูกเช่นเดียวกับอีกฝ่าย โดยมองว่าการแบ่งหน้าที่ระหว่างพ่อกับแม่ควรเป็นไปอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก ประเด็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายจึงควรถูกนำมาพูดคุยอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่

เหตุผลที่อยากให้เรื่องสิทธิดูแลลูกจบด้วยการไกล่เกลี่ย

พระเอกหนุ่มยอมรับว่ายังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการไกล่เกลี่ยจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่เขายังคงหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ เพราะเชื่อว่านี่คือแนวทางที่ช่วยลดความตึงเครียดและลดผลกระทบต่อลูกสาวได้มากกว่าการต่อสู้กันอย่างต่อเนื่อง

  • ลดความกดดันของลูก: เด็กไม่ควรต้องรับรู้ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่มากเกินไป
  • สร้างความชัดเจนในการดูแล: การพูดคุยช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจหน้าที่และเวลาที่จะใช้ร่วมกับลูก
  • รักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว: ลูกยังสามารถมีความผูกพันกับทั้งพ่อและแม่ได้อย่างเหมาะสม
  • ลดการเผชิญหน้า: การไกล่เกลี่ยอาจช่วยให้ทุกฝ่ายมองเป้าหมายเดียวกัน คือความสุขและความปลอดภัยของเด็ก

เอสเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขารู้สึกตกใจเมื่อเห็นอดีตภรรยาออกมาให้สัมภาษณ์ในวันที่มีการขึ้นศาล เขายอมรับว่าไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่เกิดขึ้น และเลือกพยายามหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์มาเป็นเวลานาน แต่เมื่อมีโอกาสต้องพบสื่อจากการทำงาน เขาจึงจำเป็นต้องพูดถึงสถานการณ์ดังกล่าวอีกครั้ง

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เอสมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง แต่การได้พบลูกและทำกิจกรรมร่วมกันถือเป็นสัญญาณที่ทำให้เขามีกำลังใจ เขายังคงอยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกเดินหน้าต่อไป โดยไม่ให้เรื่องของผู้ใหญ่กลายเป็นกำแพงขวางกั้นความผูกพันของครอบครัว

ประเด็นนี้สะท้อนว่า การยุติความสัมพันธ์ของคู่รักไม่ได้หมายความว่าความเป็นพ่อแม่จะสิ้นสุดลงไปด้วย ทั้งสองฝ่ายยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลและสนับสนุนลูก การตัดสินใจทุกอย่างจึงควรพิจารณาถึงสภาพจิตใจ ความต้องการ และความมั่นคงของเด็กเป็นอันดับแรก มากกว่าการมองว่าใครเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้

ในมุมของเอส การเจรจาอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละฝ่ายย่อมมีความรู้สึกและมุมมองของตัวเอง แต่การเปิดพื้นที่ให้พูดคุยอย่างสงบ มีคนกลางช่วยประสาน และยึดประโยชน์ของลูกเป็นศูนย์กลาง อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ในระยะยาว

เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่า เขาไม่ได้ต้องการเอาชนะอดีตภรรยา แต่ต้องการให้ลูกสาวมีโอกาสเติบโตท่ามกลางความรักและการดูแลจากทั้งพ่อและแม่ เรื่องนี้จึงเป็นกำลังใจให้หลายครอบครัวเห็นความสำคัญของการสื่อสาร และเลือกหาทางออกร่วมกันเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าข้อพิพาทจะจบลงในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูก การยอมถอยคนละก้าวและหันหน้ามาพูดคุยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลครอบครัวในรูปแบบใหม่ หากทุกฝ่ายยึดความสุขของเด็กเป็นเป้าหมาย เรื่องราวก็มีโอกาสเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘เอส กันตพงศ์’ เปิดใจปมฟ้องสิทธิดูแลลูกสาว วอนอดีตภรรยาหันหน้าเจรจา ชี้ชนะไปก็ไม่มีใครได้ประโยชน์!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *