แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน: กติกาที่ไทยต้องรู้
ทุกวันนี้เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และตู้แช่สินค้า ล้วนเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ต้องเผชิญอากาศร้อนเป็นเวลานาน แต่ความเย็นที่เราได้รับอาจมีต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คิด เพราะสารทำความเย็นบางชนิดสามารถทำลายชั้นโอโซนหรือมีส่วนเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า ทำไมแนวคิด แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐ ผู้ผลิต ช่างเทคนิค ผู้ประกอบการ และผู้ใช้เครื่องปรับอากาศทั่วไป รวมถึงพาไปรู้จักกติกาสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ไทยกำลังเดินหน้าปฏิบัติตาม
แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน เกิดขึ้นได้อย่างไร
เครื่องปรับอากาศทำงานด้วยสารทำความเย็นที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ เมื่อสารเหล่านี้รั่วไหลออกสู่บรรยากาศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสาร ในอดีตสารทำความเย็นบางกลุ่ม เช่น CFCs และ HCFCs ถูกพบว่ามีส่วนทำลายชั้นโอโซน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
นานาประเทศจึงร่วมมือกันภายใต้อนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารมอนทรีออล เพื่อควบคุมและทยอยเลิกใช้สารที่ทำลายชั้นโอโซน ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้หลายประเทศเปลี่ยนเทคโนโลยีและลดการใช้สารอันตรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากปัญหาโอโซนสู่ภารกิจลด HFCs
เมื่อสารกลุ่มเดิมถูกลดการใช้งาน อุตสาหกรรมจึงหันไปใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน หรือ HFCs ซึ่งไม่ทำลายชั้นโอโซนโดยตรง อย่างไรก็ตาม HFCs หลายชนิดมีค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายร้อยถึงหลายพันเท่าเมื่อเปรียบเทียบในปริมาณเท่ากัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่โลกต้องเริ่มจัดการกับปัญหาใหม่ควบคู่กัน
วันที่ 15 ตุลาคม 2559 ประเทศภาคีมีมติเห็นชอบพิธีสารมอนทรีออล ฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี ประเทศรวันดา หรือที่เรียกว่า การแก้ไขคิกาลี ซึ่งขยายกรอบการควบคุมไปสู่การลดการผลิตและการใช้ HFCs เป้าหมายสำคัญคือการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคการทำความเย็น พร้อมผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ไทยต้องลด HFCs และปรับเทคโนโลยี
ประเทศไทยให้สัตยาบันต่อพิธีสารมอนทรีออล ฉบับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 ส่งผลให้ไทยต้องควบคุมการใช้สาร HFCs ตามกรอบเวลาที่กำหนด และทยอยลดปริมาณการใช้จนเหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณพื้นฐานภายในปี 2588 หรือเท่ากับต้องลดลงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ภารกิจนี้ไม่ได้หมายถึงการเลิกใช้เครื่องปรับอากาศหรือการทำให้ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทันที แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบเครื่องจักร การผลิต การนำเข้า การติดตั้ง การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการจัดการสารทำความเย็นเมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน
หน่วยงานหลักของไทยคือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสารภายใต้พิธีสารมอนทรีออล และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัว สารบางประเภทถูกจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จึงต้องได้รับอนุญาตก่อนผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองตามกฎหมาย
แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน กับบทบาทของช่างและผู้ประกอบการ
การลดผลกระทบจากสารทำความเย็นจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดช่างเทคนิคที่มีความรู้และทักษะที่ถูกต้อง ช่างต้องเข้าใจวิธีติดตั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบจุดรั่ว เติมสารทำความเย็นในปริมาณเหมาะสม และกู้คืนสารก่อนรื้อถอนหรือซ่อมแซมเครื่อง
สำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ การปรับตัวอาจเริ่มจากการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพของคอมเพรสเซอร์ การออกแบบระบบให้ใช้พลังงานน้อยลง และการจัดทำระบบติดตามสารทำความเย็นอย่างโปร่งใส ภาครัฐยังมีบทบาทในการพัฒนามาตรฐาน อบรมบุคลากร และช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร
เทคโนโลยีทำความเย็นทางเลือกช่วยอะไรได้บ้าง
ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล เพื่อดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการลด HFCs โครงการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ตู้แช่เชิงพาณิชย์ การผลิตโฟม และการฝึกอบรมช่าง
หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงคือการปรับเปลี่ยนจากสาร R-410A ไปสู่สาร R-32 ในเครื่องปรับอากาศบางประเภท แม้ R-32 จะยังอยู่ในกลุ่ม HFCs แต่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำกว่า R-410A และสามารถช่วยลดปริมาณสารที่ใช้ในระบบได้ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งและซ่อมบำรุงต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้ เนื่องจากสารทำความเย็นแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อควรระวังแตกต่างกัน
นอกจากการเลือกสารทำความเย็นแล้ว ประสิทธิภาพด้านพลังงานก็สำคัญไม่แพ้กัน เครื่องปรับอากาศที่ประหยัดไฟจะลดการใช้ไฟฟ้าตลอดอายุการใช้งาน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น การแก้ปัญหาเรื่องสารทำความเย็นควรเดินหน้าควบคู่กับการส่งเสริมอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง
ผู้บริโภคช่วยลดผลกระทบได้อย่างไร
- เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีฉลากประหยัดไฟและมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับขนาดห้อง
- ล้างแอร์และตรวจสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- ใช้บริการช่างที่มีความรู้ในการติดตั้ง ตรวจรั่ว และเติมสารทำความเย็น
- ไม่ปล่อยสารทำความเย็นออกสู่บรรยากาศโดยตรงเมื่อถอดหรือทิ้งเครื่อง
- เลือกเปลี่ยนเครื่องใหม่เมื่ออุปกรณ์เดิมกินไฟมากหรือมีค่าใช้จ่ายซ่อมสูงเกินไป
แม้ผู้บริโภคหนึ่งคนอาจรู้สึกว่าการเลือกเครื่องปรับอากาศหรือการดูแลแอร์เป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อคนจำนวนมากช่วยกัน ผลรวมของการประหยัดพลังงานและลดการรั่วไหลของสารทำความเย็นจะมีความหมายต่อสภาพภูมิอากาศอย่างมาก
ความเย็นที่ดีต้องไม่สร้างภาระให้โลก
ประเด็น แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน สะท้อนว่าเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์อยู่สบาย อาจสร้างผลกระทบที่มองไม่เห็น หากเราไม่จัดการตั้งแต่ต้นทาง การลด HFCs จึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล โรงงาน ผู้นำเข้า ช่างเทคนิค ธุรกิจ และประชาชน
การรักษาโลกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ดูแลเครื่องให้ทำงานเต็มกำลัง และเรียกใช้บริการช่างที่มีมาตรฐาน หากทุกบ้านและทุกธุรกิจเริ่มลงมือวันนี้ ความเย็นที่เราได้รับก็จะสบายใจขึ้น เพราะเป็นความเย็นที่ช่วยลดค่าไฟและลดผลกระทบต่อโลกไปพร้อมกัน
ลองสำรวจเครื่องปรับอากาศในบ้านหรือสถานประกอบการของคุณ แล้วเริ่มวางแผนดูแล เปลี่ยน หรือปรับปรุงระบบอย่างเหมาะสม เพราะอนาคตของอากาศที่ดีอาจเริ่มต้นจากแอร์เพียงหนึ่งเครื่อง
ที่มา – แอร์เย็นฉ่ำ แต่โลกยิ่งร้อน! เปิดภารกิจกติกาโลกที่ไทยต้องรู้