โยกงบไทยช่วยไทย พลัสอุดหนุนดีเซล ช่วยไม่ครบทุกกลุ่ม
ประเด็น โยกงบไทยช่วยไทย พลัสอุดหนุนดีเซล ช่วยไม่ครบทุกกลุ่ม กลายเป็นข้อเสนอที่ได้รับความสนใจ หลังมีการเสนอให้นำวงเงินคงเหลือจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ประมาณ 50,000 ล้านบาท มาใช้ลดราคาน้ำมันดีเซล ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 7 บาท เป็นเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลระบุว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเป้าหมายของงบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ และผลกระทบต่อฐานะการคลัง
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ไม่ควรมองเฉพาะประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้รถหรือผู้เติมน้ำมันเท่านั้น เพราะประชาชนจำนวนมากไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัว และอาจไม่ได้รับส่วนลดโดยตรงจากมาตรการลดราคาดีเซล
โยกงบไทยช่วยไทย พลัสอุดหนุนดีเซล ช่วยไม่ครบทุกกลุ่ม
โครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่เป็นชุดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ วงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท โดยมุ่งช่วยผู้มีรายได้น้อย ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้านค้ารายย่อย เพื่อรักษากำลังซื้อและกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจ
ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคน ได้รับวงเงินเพิ่มเดือนละ 700 บาท เมื่อรวมกับวงเงินเดิมจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมจ่าย 60/40 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า บริการที่กำหนด และขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วมโครงการ
เหตุผลที่โยกงบไทยช่วยไทย พลัสอุดหนุนดีเซลอาจไม่ตอบโจทย์ทุกคน
การลดราคาดีเซลอาจช่วยลดต้นทุนการเดินทางและต้นทุนขนส่งได้ในระดับหนึ่ง แต่ผลประโยชน์โดยตรงจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันที่แต่ละคนใช้ คนที่เติมน้ำมันมากย่อมได้รับส่วนลดมากกว่า ขณะที่ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย คนที่ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการนี้
รัฐบาลยอมรับว่าราคาน้ำมันมีผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะค่าขนส่ง หากราคาดีเซลลดลง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจมีต้นทุนลดลง แต่ยังต้องติดตามว่าการลดต้นทุนดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด แตกต่างจากการเติมเงินหรือโครงการร่วมจ่ายที่ส่งความช่วยเหลือไปยังผู้มีสิทธิโดยตรงและสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนกว่า
- ผู้ใช้รถอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง
- ผู้ใช้ขนส่งสาธารณะอาจได้รับประโยชน์ผ่านต้นทุนการเดินทางที่ลดลง หากผู้ประกอบการส่งต่อผลประโยชน์
- ผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุอาจไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง หากไม่ได้ใช้น้ำมัน
- ร้านค้ารายย่อยอาจได้รับผลดีจากกำลังซื้อ แต่ต้องประเมินผลกระทบต่อมาตรการเดิม
ต้องตรวจสอบสถานะเงิน 50,000 ล้านบาทก่อนโยกใช้
อีกประเด็นสำคัญคือคำว่าเงินคงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินสดก้อนว่างที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้ทันที เงินจำนวนนี้อาจเป็นกรอบเงินกู้ที่ยังไม่ได้จัดสรร วงเงินที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังไม่ได้เบิกจ่าย เงินที่มีภาระผูกพัน หรือเงินที่สามารถเปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้จริง แต่ละกรณีมีขั้นตอนทางกฎหมายและข้อจำกัดแตกต่างกัน
ก่อนตัดสินใจ รัฐบาลจึงต้องตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีให้ชัดเจน รวมถึงพิจารณาว่าการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของเงินเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากเงินมีภาระผูกพันอยู่แล้ว การนำไปใช้ในมาตรการอื่นอาจทำไม่ได้ทันที และอาจต้องผ่านกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับแนวทาง โยกงบไทยช่วยไทย พลัสอุดหนุนดีเซล ช่วยไม่ครบทุกกลุ่ม รัฐบาลยังเปิดรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย แต่การออกแบบนโยบายควรคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถ ผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ร้านค้ารายย่อย และคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว
ในมุมมองของผู้เขียน การช่วยลดราคาดีเซลอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อบรรเทาต้นทุนพลังงาน แต่ควรทำควบคู่กับการประเมินผลอย่างโปร่งใสว่าใครได้ประโยชน์จริง และใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งสำคัญคือรัฐไม่ควรออกแบบมาตรการโดยมองเฉพาะคนที่มีรถ เพราะประชาชนทุกคนต่างมีภาระค่าครองชีพและควรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
ที่มา – รัฐบาลแจงข้อเสนอโยกงบ “ไทยช่วยไทย พลัส” อุดหนุนดีเซล ช่วยไม่ครบทุกกลุ่ม