โรมโต้ศุภชัย อย่าหวังกินรวบสภาสีน้ำเงิน
ประเด็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ออกมาโต้ตอบนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กรณีการลงมติเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ
เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากคณะกรรมาธิการฯ มีมติ 7-0 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ให้เรียกนายอนุทินมาชี้แจง หลังถูกกล่าวหาว่าไม่สั่งการให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ในประเด็นการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น ฝ่ายนายศุภชัยและคณะออกมาแถลงข่าวตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและกระบวนการลงมติดังกล่าว
โรมโต้ศุภชัย อย่าหวังกินรวบสภาสีน้ำเงิน
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า มติของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยขณะลงมติ คณะกรรมาธิการมีสมาชิกทั้งหมด 14 คน เนื่องจากมีกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทยลาออกไป การลงมติจึงต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 7 เสียง เมื่อผลออกมาเป็น 7-0 จึงถือว่าเป็นมติที่ชอบด้วยระเบียบ
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าการลงมติเป็นการดำเนินการแบบมุบมิบหรือลักหลับ พร้อมระบุว่า การประชุมทุกครั้งมีการออกหนังสือเชิญและแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ สมาชิกทุกคนจึงมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมและใช้สิทธิลงมติอย่างเต็มที่ หากสมาชิกบางส่วนไม่อยู่จนจบการประชุม ก็ย่อมเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีโอกาสลงคะแนนด้วยตัวเอง
โรมโต้ศุภชัย อย่าหวังกินรวบสภาสีน้ำเงิน กับข้อถกเถียงเรื่องมติ
ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์นำเสนอมีหลายส่วน โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ควรพิจารณาเฉพาะผลการลงมติ แต่ควรมองไปถึงกระบวนการทำงานของสภาและความรับผิดชอบของกรรมาธิการทุกคนด้วย การประชุมในสภาเป็นพื้นที่สำหรับตรวจสอบฝ่ายบริหาร สมาชิกทุกฝ่ายจึงควรเข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ข้อมูลกับข้อกฎหมายเป็นหลักในการอภิปราย
- ผลการลงมติ: คณะกรรมาธิการฯ ลงมติ 7-0 ให้เรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง
- เหตุผลด้านองค์ประชุม: มีกรรมาธิการทั้งหมด 14 คน และต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง
- ข้อกล่าวหาเรื่องการประชุม: นายรังสิมันต์ยืนยันว่ามีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้า
- ประเด็นการตรวจสอบ: เกี่ยวข้องกับการไม่ส่งผู้รับผิดชอบเข้าชี้แจงเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่น
นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัยเตรียมร้องเรียนด้านจริยธรรม โดยระบุว่าพร้อมชี้แจงต่อทุกหน่วยงาน และเสนอให้เปิดข้อมูลการประชุม รวมถึงชวเลข เพื่อให้สังคมตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่าฝ่ายกรรมาธิการฯ ต้องการให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยหลักฐาน มากกว่าการกล่าวหาผ่านการแถลงข่าว
ในมุมของการเมืองภาพใหญ่ นายรังสิมันต์เตือนว่า การปกป้องรัฐบาลจากข้อกล่าวหาทุจริตควรทำด้วยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การใช้เทคนิคทางการเมืองเพื่อขัดขวางการตรวจสอบของสภา เพราะระบบรัฐสภาจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยอมรับกติกาเดียวกัน และเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส
คำพูดเรื่องการเปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นสภาสีน้ำเงินจึงกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ นายรังสิมันต์ยืนยันว่า การควบคุมทิศทางการทำงานของสภาไม่ใช่เรื่องง่าย และฝ่ายการเมืองที่เห็นต่างจะไม่ยอมให้การตรวจสอบถูกลดทอนลง ประเด็นนี้อาจส่งผลต่อบรรยากาศการทำงานของสภา รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านในระยะต่อไป
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามคือเอกสารการประชุม รายละเอียดข้อบังคับ และคำชี้แจงจากทุกฝ่าย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สังคมประเมินได้ว่ามติดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ มากกว่าการตัดสินจากถ้อยคำทางการเมืองเพียงอย่างเดียว โรมโต้ศุภชัย อย่าหวังกินรวบสภาสีน้ำเงิน จึงไม่ใช่เพียงวาทะตอบโต้ แต่เป็นภาพสะท้อนการต่อสู้เรื่องอำนาจตรวจสอบและความโปร่งใสในรัฐสภา
ท้ายที่สุด การเมืองที่มีคุณภาพควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำเสนอหลักฐานและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง หากประชาชนติดตามข้อมูลจากหลายมุมและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก็จะช่วยให้กลไกรัฐสภาทำงานได้เข้มแข็งและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น
ที่มา – ‘โรม’ โต้ ‘ศุภชัย’อย่าหวังกินรวบเปลี่ยนเป็นสภาสีน้ำเงิน ลั่นพวกเราไม่มีวันยอม