ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย ธปท. รอดูข้อมูล
ประเด็น ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย กลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนทั่วไป หลังนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ยังคงพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมแต่ละครั้ง
จุดยืนดังกล่าวสะท้อนว่า ธปท. ยังไม่ได้มองว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลดดอกเบี้ยทันที แม้เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน และหลายฝ่ายจะคาดหวังให้มีการผ่อนคลายนโยบายเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินก็ตาม การตัดสินใจของ กนง. จะต้องพิจารณาทั้งข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต
ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย เพราะต้องรักษา Policy Space
นายวิทัยระบุว่า กนง. ยึดหลักการพิจารณาแบบ Data Dependent และ Forward Looking ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายโดยอ้างอิงข้อมูลเศรษฐกิจที่มีอยู่จริง รวมถึงประเมินทิศทางที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า ไม่ได้ตัดสินใจจากแรงกดดันหรือความคาดหวังของตลาดเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้ช่วยให้การกำหนดดอกเบี้ยสอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างเงินเฟ้อของไทยมีลักษณะเฉพาะตัว โดยในอดีตเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ หรือ Demand-side เคยติดลบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2% และมีแรงขับเคลื่อนหลักจากฝั่งอุปทาน หรือ Supply-side เช่น ราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้า ดังนั้น การมองตัวเลขเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย ต้องประเมินข้อมูลใหม่
ผู้ว่าการ ธปท. เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาขีดความสามารถของนโยบาย หรือ Policy Space เอาไว้ เพื่อให้ธนาคารกลางยังมีเครื่องมือรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต หากเกิดแรงช็อกทางเศรษฐกิจที่รุนแรง เช่น ราคาพลังงานพุ่งสูง ความผันผวนของตลาดการเงิน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ธปท. จะต้องมีพื้นที่เพียงพอในการใช้นโยบายช่วยพยุงเศรษฐกิจ
ในอดีต อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยปรับลดลงไปถึงระดับต่ำสุดที่ 0.50% การรักษาระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันจึงเป็นการเก็บทางเลือกสำหรับอนาคต ไม่ได้หมายความว่า ธปท. ไม่ต้องการช่วยเหลือประชาชนหรือภาคธุรกิจ แต่เป็นการบริหารเครื่องมืออย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ความสามารถในการรับมือวิกฤตลดลงเร็วเกินไป
เครื่องมือเพิ่มเติมที่ ธปท. อาจนำมาใช้
นอกจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ธปท. ยังมีเครื่องมือเสริมเชิงนโยบายที่สามารถนำมาใช้ได้หากสถานการณ์มีความจำเป็น หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงคือการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.46%
หากมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งดังกล่าว อาจช่วยลดต้นทุนของสถาบันการเงิน และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงได้บางส่วน โดยไม่จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยตรง เครื่องมือนี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้กู้ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ ธปท. สามารถรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบายหลักเอาไว้ได้
- ธปท. ใช้ข้อมูลเศรษฐกิจจริงประกอบการตัดสินใจ
- กนง. ประเมินทั้งสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
- เงินเฟ้อไทยปัจจุบันมีแรงขับเคลื่อนจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก
- การรักษา Policy Space ช่วยรองรับแรงช็อกที่อาจเกิดขึ้น
- การลดเงินนำส่ง FIDF เป็นเครื่องมือเสริมที่อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงิน
ผลต่อประชาชนและภาคธุรกิจ
สำหรับประชาชน การที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ลดลงอาจหมายถึงภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคลยังไม่ได้ลดลงในทันที ผู้กู้จึงควรวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้หากมีภาระผ่อนชำระสูงเกินไป
ส่วนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอี ควรเตรียมกระแสเงินสดให้เพียงพอ และไม่ควรคาดหวังว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลงอย่างรวดเร็ว การวางแผนสำรอง รวมถึงการเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า อาจช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
ในมุมของนักลงทุน การส่งสัญญาณว่า ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย อาจทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราผลตอบแทน พันธบัตร และค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ไม่ควรอ้างอิงเฉพาะการคาดการณ์ดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และนโยบายของธนาคารกลางประเทศอื่นก็มีผลเช่นกัน
รอดูข้อมูลเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า
นายวิทัยทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังไม่อยู่ในภาวะที่ควรลดดอกเบี้ยตามหลัก Data Dependent โดยต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจจริงที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า ก่อนที่ กนง. จะพิจารณาทิศทางนโยบายต่อไป การสื่อสารลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า ธปท. ต้องการตัดสินใจอย่างมีหลักฐานรองรับ และพร้อมปรับท่าทีหากข้อมูลใหม่สะท้อนว่าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น
สรุปแล้ว ไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย ในเวลานี้ เพราะ ธปท. ต้องการเก็บ Policy Space ไว้รับมือกับความผันผวนในอนาคต การดำเนินนโยบายระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ภาวะการเงิน และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ผู้ที่มีภาระหนี้ควรวางแผนการเงินล่วงหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการควรติดตามการประกาศของ กนง. อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
มุมมองที่น่าติดตามคือ การรักษาพื้นที่ทางนโยบายอาจเป็นเกราะสำคัญของเศรษฐกิจไทยในวันที่เกิดแรงช็อก ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทางการเงินครั้งใหญ่ ควรติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและเตรียมแผนสำรองให้พร้อม
ที่มา – ผู้ว่าฯ ธปท. ยันไทยยังไม่อยู่ในภาวะลดดอกเบี้ย รักษา Policy Space รองรับช็อก