ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร
ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับการเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินและการรับมือภัยพิบัติ ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึกกังวลจนเริ่มซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมาเก็บไว้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางอาหาร และขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอาหารที่สำคัญของโลก ทั้งยังมีระบบการผลิต การแปรรูป การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันภายในประเทศเป็นจำนวนมาก ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดสถานการณ์ไม่แน่นอนในบางพื้นที่หรือในต่างประเทศ
ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร
จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เฉพาะการปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมสินค้าเกษตรหลากหลายประเภท ตั้งแต่ผลไม้ พืชผัก มันสำปะหลัง อ้อย น้ำตาล ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ประเทศไทยมีเกษตรกร ผู้ประกอบการ โรงงานแปรรูป และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ ทำให้สามารถผลิตและกระจายอาหารไปยังผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เพราะมีห่วงโซ่อาหารครบวงจร
เมื่อพิจารณาตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นว่าประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญค่อนข้างครบถ้วน ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร โรงงานแปรรูป ตลาดค้าส่ง ร้านค้าปลีก และระบบขนส่ง ความพร้อมดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว และทำให้ประเทศมีศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนด้านเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตระหว่างประเทศ
การเตรียมกระเป๋าต้องรอดสำหรับดำรงชีวิตประมาณ 72 ชั่วโมง เป็นแนวทางทั่วไปที่หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใช้แนะนำประชาชน เพื่อให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ แต่การเตรียมพร้อมดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่า ประเทศกำลังจะขาดแคลนอาหารหรือจำเป็นต้องกักตุนสินค้าเป็นเวลานาน
ประชาชนสามารถเตรียมสิ่งของจำเป็นในปริมาณเหมาะสมได้ เช่น น้ำดื่ม ยาประจำตัว อาหารแห้ง ไฟฉาย แบตเตอรี่ เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร โดยควรตรวจสอบวันหมดอายุและเปลี่ยนสิ่งของบางรายการเป็นระยะ การเตรียมพร้อมอย่างมีสติจะช่วยให้ครอบครัวรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ดี โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อร้านค้าและผู้บริโภครายอื่น
ใช้ชีวิตตามปกติและติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้
นายกรัฐมนตรีขอให้คนไทยอย่าหวั่นไหวกับข่าวหรือสถานการณ์ในประเทศอื่น เพราะแต่ละประเทศมีโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางอาหารแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีสินค้าอาหารหลายประเภทที่สามารถส่งออกไปสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศ
ในด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรมต้องร่วมกันดูแลระบบของตนเอง เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกและมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก การป้องกันข้อมูล ระบบสั่งซื้อ ระบบคลังสินค้า และระบบขนส่งจึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการวางแผนสำรองจะช่วยลดผลกระทบหากเกิดเหตุขัดข้อง
- ซื้ออาหารและสินค้าเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
- ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ
- เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินสำหรับครอบครัวอย่างเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการส่งต่อข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
- สนับสนุนเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารภายในประเทศ
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร เป็นจุดแข็งที่เกิดจากความร่วมมือของเกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และประชาชน แม้ทุกคนควรเตรียมพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน แต่การเตรียมตัวควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและความพอดี ไม่ใช่ความกลัวหรือการกักตุนจนเกินความจำเป็น
ในมุมมองของผู้เขียน การมีสติและตรวจสอบข่าวก่อนตัดสินใจคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในช่วงที่ข้อมูลไหลเร็ว หากทุกคนบริโภคอย่างพอดี สนับสนุนระบบอาหารไทย และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม ประเทศก็จะสามารถรักษาความมั่นคงทางอาหารและเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแรง
ที่มา – นายกฯลั่นไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ ไม่มีวันขาดแคลนอาหาร อย่าตื่นตระหนก