ไฮไลต์ประชุม IMF-World Bank วันแรกในไทย
ประเทศไทยเริ่มต้นบทบาทเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ งานครั้งนี้ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจระดับโลกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะมีผู้แทน ผู้นำทางการเงิน นักธุรกิจ และผู้เข้าร่วมงานกว่า 16,000 คน จาก 191 ประเทศเดินทางมาร่วมประชุม
สำหรับ ไฮไลต์ประชุม IMF-World Bank วันแรก ไม่ได้มีเพียงการหารือเรื่องเศรษฐกิจและการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะนำเสนอศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อสายตานานาชาติ
ไฮไลต์ประชุม IMF-World Bank วันแรก
การเปิดประชุมวันแรกสะท้อนความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพงานระดับนานาชาติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้รับการเตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ ระบบรักษาความปลอดภัย การเดินทาง และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน เพื่อให้การประชุมดำเนินไปตามมาตรฐานสากลระดับสูง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทยในทันทีประมาณ 1,050-2,250 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากคาดว่าจะพำนักอยู่ในไทยเฉลี่ย 7-10 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน
เม็ดเงินดังกล่าวจะกระจายไปยังหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจการเดินทาง การท่องเที่ยว ร้านค้าปลีก และสินค้าชุมชน จึงนับเป็นแรงส่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก
ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจสู่ชาวโลก
หนึ่งใน ไฮไลต์ประชุม IMF-World Bank วันแรก ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือการเปิดพื้นที่จัดแสดง “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน” ในช่วงเย็นของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
นิทรรศการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Royal Legacy: Empowering People, Building Resilience” หรือการสืบสานพระราชมรดกเพื่อเสริมพลังประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม เนื้อหาภายในนำเสนอพระราชกรณียกิจและแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน
ผู้เข้าชมจากต่างประเทศจะได้เห็นตัวอย่างการพัฒนาที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และทรัพยากรเข้าด้วยกัน โดยนำเสนอให้เข้าใจง่ายและสอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ ทั้งเรื่องการรับมือความเปลี่ยนแปลง การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ภายในไทยแลนด์ พาวิลเลียน แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 3 โซนหลัก ซึ่งช่วยเล่าเรื่องราวการพัฒนาประเทศอย่างเป็นลำดับ ได้แก่
- โซนพระราชวิสัยทัศน์: นำเสนอแนวคิดและพระราชกรณียกิจที่ให้ความสำคัญกับประชาชน การพึ่งพาตนเอง และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม
- โซนพลังชุมชน: สะท้อนตัวอย่างการพัฒนาที่ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ มีทักษะ และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
- โซนนวัตกรรมเพื่ออนาคต: แสดงแนวทางการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
AI กับการสร้างงานและลดความเหลื่อมล้ำ
อีกประเด็นที่น่าจับตาในวันแรก คือการประชุมวิชาการระดับสูงในหัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” ซึ่งนายเอกนิติจะเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มธนาคารโลก หัวข้อนี้มุ่งพูดถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้อย่างเหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนา
แนวคิดสำคัญไม่ได้มอง AI ว่าเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาดออนไลน์ และการสร้างบริการรูปแบบใหม่
หากวางนโยบายได้เหมาะสม AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างตำแหน่งงานใหม่ และยกระดับทักษะแรงงาน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีควรเดินควบคู่กับการอบรมบุคลากร การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการลดช่องว่างด้านดิจิทัล เพื่อไม่ให้คนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นอกจาก AI แล้ว ไทยยังใช้เวทีนี้นำเสนอความพร้อมด้านยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ได้ การที่ผู้ลงทุนทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของไทยจากเวทีเดียวกัน จึงอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนในอนาคต
โดยสรุป ไฮไลต์ประชุม IMF-World Bank วันแรก แสดงให้เห็นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงเจ้าภาพที่ดูแลการจัดงานเท่านั้น แต่ยังใช้โอกาสนี้สื่อสารจุดแข็งของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม การพัฒนาชุมชน และพระราชกรณียกิจที่มุ่งสร้างความมั่นคงให้ประชาชน เวทีครั้งนี้จึงเป็นทั้งงานประชุมระดับโลกและเวทีสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในสายตานานาชาติ
ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่น่าติดตามต่อจากนี้คือการเปลี่ยนบทสนทนาในห้องประชุมให้กลายเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะคนไทย หากไทยต่อยอดโอกาสได้ดี การประชุมครั้งนี้อาจสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มากกว่าตัวเลขเงินหมุนเวียนในช่วงจัดงาน
ที่มา – เช็กไฮไลต์ ประชุม IMF-World Bank วันแรก นายกฯเปิด ศาลาไทย “พระราชกรณียกิจในหลวง” สู่ชาวโลก