กมธ.สอบรายได้และการใช้เงินไทยพีบีเอส
ประเด็น กมธ.สอบรายได้และการใช้เงินไทยพีบีเอส กำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังมีการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินโดยตรงจากภาษีสุราและยาสูบ ให้เปลี่ยนเป็นการจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับโครงสร้างทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และกลไกตรวจสอบการใช้เงินของหน่วยงานที่ได้รับเงินจากประชาชน
ตามรายงาน เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 69 สภาผู้แทนราษฎรได้ปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎหมายของ สสส. ร่างกฎหมายผู้สูงอายุ ร่างกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย และร่างกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าระบบรับฟังความคิดเห็นของร่างกฎหมายไทยพีบีเอสยังเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อหลังจากกำหนดปิดรับฟังแล้ว จนทำให้สัดส่วนความคิดเห็นเปลี่ยนแปลงและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาสังคม
กมธ.สอบรายได้และการใช้เงินไทยพีบีเอส
การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของกรรมาธิการ 2 ชุด ซึ่งมีมุมมองแตกต่างกันแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกัน นั่นคือการพิจารณาโครงสร้างรายได้ ความเหมาะสมของการใช้เงิน และหลักประกันความเป็นอิสระของไทยพีบีเอส โดยทั้งสองคณะมีกำหนดประชุมในวันที่ 22 ต.ค. เพื่อขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้ผู้รับผิดชอบชี้แจงข้อเท็จจริง
คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ เป็นประธาน นัดประชุมเวลา 09.30 น. เพื่อศึกษารายได้ของไทยพีบีเอสและข้อเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยเชิญผู้บริหารและตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมชี้แจง
- ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส
- ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
- อธิบดีกรมบัญชีกลางและอธิบดีกรมสรรพสามิต
- เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและเลขาธิการ กสทช.
กมธ.สอบรายได้และการใช้เงินไทยพีบีเอส กับความเป็นอิสระของสื่อ
นอกจากเรื่องแหล่งรายได้แล้ว คณะกรรมาธิการยังเตรียมพิจารณาหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ หากมีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินสนับสนุนจากภาษีเฉพาะไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ประเด็นสำคัญคือจะออกแบบระบบอย่างไรไม่ให้การจัดสรรงบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกดดันหรือแทรกแซงการทำงานของสื่อ
ผู้ที่ได้รับเชิญให้ข้อมูลในประเด็นนี้ประกอบด้วยประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ นายสมชัย สุวรรบรรณ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนางพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้กรรมาธิการมองเห็นทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สื่อสารมวลชน และธรรมาภิบาลอย่างรอบด้านมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือ กมธ.ป.ป.ช. ซึ่งมีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เป็นประธาน ก็มีวาระตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบของไทยพีบีเอสและ สสส. โดยเชิญผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและอธิบดีกรมสรรพสามิตเข้าชี้แจง
การตรวจสอบของ กมธ.ป.ป.ช. มีความสำคัญ เพราะมีรายงานว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเคยเปิดเผยผลตรวจสอบด้านการเงินของไทยพีบีเอส โดยตั้งข้อสังเกตว่าการใช้จ่ายบางส่วนอาจไม่เหมาะสมและอาจมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งนี้ การกล่าวถึงข้อสงสัยดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปว่ามีการกระทำผิด ผู้เกี่ยวข้องจึงควรได้รับโอกาสชี้แจงตามกระบวนการที่เป็นธรรม
สำหรับตัวเลขการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น ร่างกฎหมายไทยพีบีเอสมีผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 120,000 คน จากยอดเข้าชมเนื้อหาประมาณ 430,000 ครั้ง โดยมีผู้เห็นด้วยร้อยละ 27.18 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 72.42 ส่วนร่างกฎหมายการกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 15,000 คน จากยอดเข้าชม 26,000 ครั้ง มีผู้เห็นด้วยร้อยละ 31.85 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 67.88
ขณะที่ร่างกฎหมาย สสส. มีผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 85,000 คน จากยอดเข้าชม 120,000 ครั้ง โดยผู้เห็นด้วยมีร้อยละ 9.32 และผู้ไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.47 ส่วนร่างกฎหมายผู้สูงอายุมีผู้แสดงความคิดเห็นประมาณ 17,000 ราย จากยอดเข้าชม 30,000 ครั้ง มีผู้เห็นด้วยร้อยละ 26.66 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 73.11 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ของหน่วยงานสาธารณะอย่างมาก
หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็น สภาฯ จะรวบรวมและสรุปข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่างกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรอง เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ขั้นตอนต่อไปจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลกระทบต่อภารกิจของไทยพีบีเอส
มุมมองที่น่าติดตาม คือการประชุมวันที่ 22 ต.ค. อาจช่วยทำให้สังคมเห็นภาพชัดขึ้นว่าไทยพีบีเอสควรมีแหล่งรายได้แบบใดจึงจะมั่นคงและเป็นอิสระ พร้อมกับมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประชาชนควรติดตามคำชี้แจงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพราะผลการพิจารณาครั้งนี้อาจกำหนดทิศทางของสื่อสาธารณะไทยในระยะยาว
ที่มา – ‘กมธ.การเมือง-กมธ.ปราบโกง’ สอบรายได้-การใช้เงิน ‘ไทยพีบีเอส’ 22 ต.ค.นี้