กมธ.อากาศสะอาดดันร่างกฎหมายก่อน PM2.5 กลับมา

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นเรื่องที่คนไทยจับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีถึงต้นปีที่สภาพอากาศปิดและมลพิษสะสมในหลายพื้นที่ ล่าสุด คณะกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เดินหน้าหารือเนื้อหาของกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสมัยประชุมสภาฯ นี้ เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ก่อนฤดูฝุ่น PM2.5 จะกลับมาอีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า กมธ.อากาศสะอาดดันร่างกฎหมายก่อน PM2.5 กลับมา ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว คณะกรรมาธิการย้ำว่าการพิจารณาต้องรอบคอบ ใช้ได้จริง ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย และกำหนดบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจน

กมธ.อากาศสะอาดดันร่างกฎหมายก่อน PM2.5 กลับมา

การประชุมพิจารณาร่างกฎหมายครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 6 โดยกรรมาธิการจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ร่วมกันพิจารณารายละเอียดหลายประเด็น นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายพละวัต ตันศิริ สว.โฆษกคณะกรรมาธิการ ระบุว่า ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ากฎหมายอากาศสะอาดมีความสำคัญและควรผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการไม่ได้ต้องการเร่งรัดจนขาดความรอบด้าน เพราะกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดกลไกสำคัญในการจัดการมลพิษ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การคมนาคม และแหล่งกำเนิดมลพิษอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สาระสำคัญที่ กมธ.อากาศสะอาดดันร่างกฎหมายก่อน PM2.5 กลับมา

จากการหารือที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเห็นพ้องและปรับแก้ข้อความในร่างกฎหมายแล้ว 6 ประเด็น เพื่อให้การบังคับใช้มีความเหมาะสมมากขึ้น ประเด็นสำคัญประกอบด้วยการขยายเวลาบังคับใช้หมวดกองทุนอากาศสะอาด การปรับปรุงนิยามคำว่า “กลุ่มเปราะบาง” และการยกเลิกข้อกำหนดที่ให้เกษตรกรต้องติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษ ซึ่งอาจสร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบอาชีพรายย่อย

  • ขยายเวลาบังคับใช้หมวดกองทุนอากาศสะอาด
  • ปรับปรุงนิยามกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น
  • ยกเลิกข้อบังคับให้เกษตรกรติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษ
  • ป้องกันการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน
  • กำหนดแนวทางแต่งตั้งเจ้าพนักงานอากาศสะอาด
  • วางแนวทางจัดการยานพาหนะที่สิ้นสภาพการใช้งาน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเคยมีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ 9 เรื่อง โดยทั้งสองฝ่ายพยายามพิจารณาเหตุผลและผลกระทบอย่างละเอียด เพื่อหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้กฎหมายสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่สร้างภาระเกินควร และไม่เปิดช่องให้การกำกับดูแลเกิดความซ้ำซ้อน

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสัดส่วนของภาคธุรกิจในคณะกรรมการกำกับและคณะกรรมการกองทุน โดยคณะกรรมาธิการเห็นพ้องว่าไม่ควรมีผู้แทนเอกชนอยู่ในคณะกรรมการบางชุด เพื่อให้การกำกับดูแลมีความเป็นกลางและลดความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งยังมีการพิจารณาเรื่องการลดบทลงโทษทางอาญาและค่าปรับให้เหมาะสมกับระดับความผิด

อีกเรื่องสำคัญคือการยกเลิกหรือปรับระบบทำเนียบการปลดปล่อยมลพิษ หรือ PRTR ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษต่อสาธารณะ ขณะเดียวกัน วุฒิสภายังเสนอให้เปลี่ยนประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การประสานงานกับหน่วยงานราชการเป็นไปอย่างมีเอกภาพมากขึ้น

คณะกรรมาธิการยังพิจารณาการตรวจสอบโครงการที่อาจก่อมลพิษ กลไกจัดการมลพิษข้ามแดน สิทธิในการขอคุ้มครองชั่วคราว และการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและเรียกร้องความรับผิดชอบได้สะดวกกว่าเดิม

ความรับผิดของธุรกิจและสถาบันการเงิน

เรื่องความรับผิดของสถาบันการเงินเป็นอีกประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างกว้างขวาง เดิมมีแนวคิดให้ธนาคารหรือผู้ให้สินเชื่ออาจต้องร่วมรับผิด หากสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจที่ก่อมลพิษ แต่ทางวุฒิสภาได้ตัดข้อกำหนดดังกล่าวออก เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบสินเชื่อและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณายกเลิกระบบ “ฝากไว้ได้คืน” ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมลพิษและความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ แต่ละประเด็นจึงต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองประชาชน การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม

หัวใจของร่างกฎหมายอากาศสะอาดคือหลักการที่ผู้ก่อมลพิษควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ หากกฎหมายกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานไว้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยลดปัญหาการโยนความรับผิดชอบและทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

แม้คณะกรรมาธิการจะตั้งเป้าพิจารณาร่างกฎหมายให้เสร็จภายในสมัยประชุมนี้ แต่ยังต้องผ่านการลงมติในประเด็นที่มีความเห็นต่างอีกหลายเรื่อง การทำงานในขั้นตอนต่อไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดว่ากฎหมายฉบับนี้จะสามารถเดินหน้าสู่การประกาศใช้ได้เร็วเพียงใด

สำหรับประชาชน การผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดถือเป็นความหวังที่จะทำให้การรับมือ PM2.5 มีระบบและมีผู้รับผิดชอบชัดเจนมากขึ้น แต่กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการบังคับใช้จริง การตรวจสอบที่โปร่งใส และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าและมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อให้กฎหมายตอบโจทย์ผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง

การที่ กมธ.อากาศสะอาดดันร่างกฎหมายก่อน PM2.5 กลับมา จึงเป็นสัญญาณสำคัญว่าประเทศไทยกำลังพยายามวางระบบจัดการมลพิษในระยะยาว หากทุกฝ่ายสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ทันเวลา กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดฝุ่น คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และยกระดับสิทธิของประชาชนในการมีอากาศสะอาด

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของกฎหมายจะไม่ได้วัดจากวันที่ประกาศใช้เท่านั้น แต่ต้องดูจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง หากฤดูฝุ่นครั้งต่อไปคนไทยมีข้อมูลที่ชัดเจน หน่วยงานทำงานเป็นระบบ และผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบมากขึ้น นั่นจะเป็นก้าวสำคัญของการสร้างอากาศสะอาดให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘กมธ.อากาศสะอาด’ดันร่างฯ ให้เสร็จใน’สมัยประชุม’นี้ ก่อน’PM2.5’กลับมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *