‘กลิ่นแก่’พูดเบาๆ ก็บาดใจ วิธีลดต้องหมั่นจัดการเหงื่อ
ยุคนี้เรามักได้ยินมุกตลกเรื่องกลิ่นแก่กันบ่อยๆ จนเกิดผลิตภัณฑ์ลดกลิ่นออกมาเพียบ แล้วกลิ่นแก่มีจริงหรือเปล่า? คำตอบชัดเจนคือมีจริง! มันคือกลิ่นตัวเฉพาะตัวของผู้สูงอายุ หรือที่เรียกว่า Aging odor เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและปัจจัยอื่นๆ คนที่เคยได้กลิ่นบอกว่ามันคล้ายขี้หูแห้งๆ บ้าง เหมือนกลิ่นยาลมยาหม่องฉุนๆ บ้าง หรืออับชื้นเหมือนน้ำมันเก่าๆ บ้างล่ะครับ
กลิ่นแก่ เกิดจากอะไรกันแน่
ข้อมูลจากเว็บไซต์ศูนย์ผู้สูงอายุยันฮี (yanheenursinghome) อธิบายว่า กลิ่นแก่ เป็นกลิ่นเฉพาะของคนอายุ 60 ปีขึ้นไป เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่ทำให้ขับเหงื่อมากขึ้น เหงื่อไปทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียบนผิว จนเกิดกรดไขมันลิพิดเปอร์ออกไซด์ (Lipid Peroxide) ในปริมาณสูง และสำคัญที่สุดคือสารโนเนนาล (Nonenal) ที่เกิดจากการสลายตัวของกรดไขมันโอเมก้า-7 บนผิวหนัง ซึ่งเป็นต้นตอหลักของกลิ่นแก่
ทำไมอาบน้ำแล้วกลิ่นแก่ยังไม่หาย
สารโนเนนาลนี่แหละครับ ปัญหาคือมันไม่ละลายน้ำหรือไขมัน ดังนั้นการอาบน้ำธรรมดาไม่ได้ช่วยขจัดกลิ่นได้ทั้งหมด กลิ่นแก่ไม่ได้มาจากความสกปรก แต่เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปก็เริ่มมีได้ เพราะผิวผลิตน้ำมันน้อยลง สภาพแวดล้อมนี้เหมาะให้แบคทีเรียบางชนิดเจริญเติบโต ผลิตสารก่อกลิ่น ถ้าอาบน้ำไม่สม่ำเสมอ กลิ่นยิ่งแรงเข้าไปใหญ่
นอกจากนี้ โรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไทรอยด์ เร่งให้กลิ่นแก่ชัดขึ้น เพราะร่างกายมีกรดไขมันอิสระสูง ทำปฏิกิริยาสร้างกลิ่นได้ง่าย การกินยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน ก็รบกวนสมดุลน้ำและการขับของเสีย ระบบเผาผลาญช้าลง ของเสียสะสม กลิ่นเลยตามมา
วิธีลดกลิ่นแก่ ทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ
ดีข่าวคือเราสามารถลดกลิ่นแก่ได้ด้วยวิธีธรรมชาติและการดูแลตัวเอง ลองทำตามนี้ดูครับ
- รักษาสุขอนามัยสม่ำเสมอ: อาบน้ำวันละ 2 ครั้งด้วยน้ำอุ่น ช่วยเปิดรูขุมขน เน้นล้างบริเวณต่อมไขมันเยอะ เช่น หลังหู หลังคอ หน้าอก หลัง ให้สะอาดหมดจด
- เลือกเสื้อผ้าถูกต้อง: สวมเสื้อผ้าฝ้าย ลินิน ระบายอากาศดี ลดความอับชื้น ป้องกันแบคทีเรียเติบโต
- ปรับอาหารการกิน: หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นฉุนอย่างผัดไทยสามเกลอ เนื้อสัตว์มันๆ เพราะกระตุ้นต่อมไขมันผลิตน้ำมันเกิน เพิ่มอาหาร富แมกนีเซียม สังกะสี เช่น อาหารทะเล ช่วยขับฮอร์โมน ลดกลิ่นได้
- งดบุหรี่: บุหรี่เพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ไหลเวียนเลือดแย่ ของเสียขับยาก
- ออกกำลังกาย: ออกกำลังสม่ำเสมอ ช่วยขับเหงื่อมากขึ้น ขยายต่อมเหงื่อ ล้างของเสีย ลดแบคทีเรีย
- เช็ดเหงื่อบ่อยๆ: เน้นรอยพับผิวอย่างใต้วงแขน ขาหนีบ ข้อพับเข่า เช็ดให้แห้งทันที ป้องกันสะสมแบคทีเรีย
- ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วย: โรลออน สเปรย์ระงับกลิ่นกายที่ฆ่าแบคทีเรีย ลดเหงื่อ คนผิวแพ้ง่ายเลือกสูตรไร้แอลกอฮอล์ พาราเบน
เคล็ดลับเหล่านี้ทำได้ทุกวัน ช่วยลดกลิ่นแก่ได้ผลชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งยาแพงๆ ลองสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวดู หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอก่อนนะครับ
สรุปแล้ว การจัดการเหงื่อและดูแลผิวอย่างพิถีพิถันคือกุญแจสู่การลดกลิ่นแก่ ลองนำไปปฏิบัติวันนี้ แล้วคุณจะมั่นใจได้ว่าทุกการสนทนาจะไร้กังวลเรื่องกลิ่นรบกวน สดชื่นตลอดวัน!
ที่มา – ‘กลิ่นแก่’พูดเบาๆ ก็บาดใจ วิธีลดต้องหมั่นจัดการเหงื่อ