กองทัพภาคที่ 2 ส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศ เหลือควบคุม 18 นาย
‘กองทัพภาคที่ 2’ ส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศตามหลักมนุษยธรรม
วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์การควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 20 นาย หลังจากเกิดเหตุปะทะกันในพื้นที่ซำแต จังหวัดศรีสะเกษ โดยทหารกัมพูชาทั้งหมดถูกควบคุมตัวตามกฎหมายและอนุสัญญาสากล เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ และ อนุสัญญาเจนีวา ซึ่งเป็นกรอบในการปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างเหมาะสมกับหลักมนุษยธรรมที่เป็นสากล
ทหารกัมพูชา 2 รายถูกส่งกลับเนื่องจากต้องการการรักษาพยาบาล
โฆษกกองทัพบกระบุว่า กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะหน่วยงานดูแลรับผิดชอบได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยในวันเดียวกันเวลาประมาณ 10.00 น. ได้มีการส่งทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศ เนื่องจากมีอาการป่วยหนักและมีอาการทางด้านจิตใจ เป็นไปตามรายละเอียดของอนุสัญญาเจนีวาที่อนุญาตให้ส่งกลับเชลยศึกในกรณีที่จำเป็น
หลักการดูแลเชลยศึกของกองทัพไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกัน ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 20 คน ถูกนำตัวมาดูแลภายใต้กรอบของกฎหมายทหาร ซึ่งกองทัพได้ยึดถือตามหลักการด้านมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การตัดสินใจส่งกลับทหาร 2 นาย ไม่ได้มีเพียงแค่เหตุผลด้านสุขภาพ แต่ยังสะท้อนความร่วมมืออันดีระหว่างสองประเทศในด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาแบบทูตทหาร
การส่งตัวทหารกลับในครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นทางการ โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กัมพูชา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน โดยเหลือทหารที่อยู่ภายใต้การควบคุมของไทยอยู่ที่ 18 นาย และจะมีการส่งกลับภายหลังตามข้อกำหนดเมื่อสถานการณ์และเงื่อนไขอนุญาต
- ทหาร 2 นาย ถูกส่งคืนเนื่องจากอยู่ในสภาพไม่พร้อมทางร่างกายและจิตใจ
- กองทัพใช้กระบวนการตามอนุสัญญาเจนีวาและการปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ
- ประเทศทั้งสองยังคงมีความสัมพันธ์ทางทหารในเชิงบวก
- การดูแลเชลยศึกของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล
บทบาทของกองทัพภาคที่ 2 ในการรักษาขอบเขตและหลักมนุษยธรรม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซำแต ถือเป็นบททดสอบถึงการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 ที่ดูแลผู้ต้องควบคุมโดยไม่มีการละเมิดสิทธิ และใช้มาตรฐานทางมนุษยธรรมในการดำเนินการทุกขั้นตอน
สำหรับท่านที่ติดตามเหตุการณ์ด้านความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศ ก็ควรจับตามองความคืบหน้าของการดูแลเชลยศึกเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยในเวทีสากล รวมถึงความรัดกุมของทหารไทยในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสากล