การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน
การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน กลายเป็นประเด็นที่ชวนให้สังคมกลับมามองวิธีการสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัลอีกครั้ง หลังนายปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่การเมืองถูกผสมเข้ากับความบันเทิง จนบางครั้งสาระสำคัญและปัญหาเชิงโครงสร้างถูกบดบังด้วยกระแสดราม่า การโต้เถียง และถ้อยคำรุนแรงบนโลกออนไลน์
คำว่า บันเทิงธิปไตย มาจากแนวคิด Entertainocracy ซึ่งผสมคำว่า entertain ที่หมายถึงความบันเทิง เข้ากับคำว่า -cracy ที่สื่อถึงอำนาจ แนวคิดนี้ใช้อธิบายการเมืองยุคใหม่ที่นักการเมือง พรรคการเมือง และประเด็นสาธารณะต้องแข่งขันกันเรียกความสนใจจากประชาชนไม่ต่างจากการผลิตคอนเทนต์ในวงการบันเทิง เมื่อความสนใจกลายเป็นทรัพยากรสำคัญ นักการเมืองจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอนโยบาย แต่ยังต้องสร้างภาพจำ สร้างกระแส และทำให้ตนเองถูกพูดถึงอยู่เสมอ
การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน คืออะไร
การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน หมายถึง ภาวะที่การเมืองให้ความสำคัญกับการแสดงออกเพื่อดึงดูดสายตาสาธารณะมากกว่าการอธิบายปัญหาอย่างรอบด้าน นักการเมืองอาจใช้คำพูดแรง การเสียดสี การปะทะคารม หรือการโพสต์ข้อความที่ชวนให้เกิดการถกเถียง เพื่อสร้างยอดเข้าถึงและทำให้สื่อมวลชนนำไปขยายต่อ แม้เนื้อหานั้นอาจไม่ได้ช่วยให้ประชาชนเข้าใจนโยบายหรือเห็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม
การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยนในโลกออนไลน์
โลกออนไลน์ทำให้ทุกคนสามารถสื่อสารกับสาธารณะได้โดยตรง นักการเมืองจึงมีช่องทางเผยแพร่ความคิดเห็นโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสื่อสารแบบเดิม แต่ข้อดีดังกล่าวก็มาพร้อมความเสี่ยง เพราะอัลกอริทึมมักให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่สร้างอารมณ์ร่วมสูง ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความสะใจ ความขบขัน หรือความขัดแย้ง โพสต์ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงจึงมีโอกาสถูกแชร์มากกว่าเนื้อหาที่อธิบายข้อมูลอย่างละเอียด
เมื่อเกิดการแข่งขันด้านการมองเห็น นักการเมืองบางคนอาจปรับบทบาทของตนเองให้คล้ายอินฟลูเอนเซอร์หรือศิลปิน ต้องพูดให้ไว ตอบโต้ให้คม และสร้างประโยคที่คนจำได้ง่าย ปัญหาคือประเด็นทางการเมืองจำนวนมากมีความซับซ้อน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม การกระจายอำนาจ และสวัสดิการประชาชน หากนำเสนอด้วยกรอบของดราม่าเพียงอย่างเดียว สังคมอาจจดจำแค่ผู้ชนะในการโต้เถียง แต่ไม่ได้เข้าใจต้นเหตุหรือทางออกของปัญหา
เมื่อสภากลายเป็นเวทีเรียลลิตี้
การถ่ายทอดสดการประชุมสภาและคณะกรรมาธิการมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนติดตามการทำงาน และตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม หากผู้เข้าร่วมประชุมมุ่งสร้างภาพหรือแสดงบทบาทเพื่อเอาใจผู้ชม การประชุมอาจเปลี่ยนสภาพเป็นรายการเรียลลิตี้ที่ให้ความสำคัญกับฉากปะทะมากกว่าผลลัพธ์ของงาน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการให้ความสนใจกับการไล่ถามแบบกดดัน การพูดประชด หรือการเอาชนะกันต่อหน้ากล้อง มากกว่าการตรวจสอบข้อมูลและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกสะใจในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับทำให้คุณค่าของกระบวนการนิติบัญญัติลดลง เพราะประชาชนอาจเข้าใจว่าการเมืองคือการแข่งขันกันพูดเก่งหรือสร้างกระแส มากกว่าการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ
ผลกระทบต่อพรรคการเมืองและประชาชน
เมื่อกระแสความนิยมส่วนบุคคลมีอิทธิพลสูง นักการเมืองอาจหันไปเดินเดี่ยวและให้ความสำคัญกับคะแนนนิยมของตัวเองมากกว่าทิศทางของพรรค สมาชิกพรรคคนอื่นอาจไม่กล้าทักท้วง เพราะเกรงว่าจะถูกโจมตีหรือถูกมองว่าไม่สนับสนุนบุคคลที่มีฐานแฟนคลับจำนวนมาก หากสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่อง พรรคการเมืองจะค่อย ๆ สูญเสียความเป็นทีม และเปลี่ยนจากองค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกันเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนแข่งขันสร้างชื่อเสียง
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพรรคการเมือง แต่ยังส่งต่อไปถึงผู้สนับสนุน เมื่อผู้คนรับข้อมูลผ่านคลิปสั้นหรือโพสต์ที่ตัดตอน อาจตัดสินใจจากความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง เกิดการแบ่งฝ่าย ด่าทอกัน และติดตามเฉพาะบุคคลที่ตนชื่นชอบ สิ่งที่ควรเป็นการรวมพลังเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง จึงอาจกลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามแทน
- ประชาชนได้รับข้อมูลที่เน้นอารมณ์มากกว่าสาระ
- ประเด็นเชิงโครงสร้างถูกลดความสำคัญลง
- นักการเมืองแข่งขันกันสร้างไวรัลมากกว่าผลงาน
- การถกเถียงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างแฟนคลับ
- พรรคการเมืองอาจสูญเสียเป้าหมายและเอกภาพภายใน
ทางออกจากการเมืองที่เน้นกระแส
การสื่อสารทางการเมืองไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ และการใช้ความบันเทิงก็ไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป เพราะรูปแบบที่เข้าใจง่ายสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือความบันเทิงควรเป็นเครื่องมือพาสังคมไปสู่สาระ ไม่ใช่กลบสาระจนหมด นักการเมืองควรอธิบายนโยบายด้วยภาษาที่ชัดเจน ยอมรับข้อจำกัดของแนวทางตนเอง และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบอย่างสุจริต
ในส่วนของประชาชน ควรติดตามข่าวสารจากหลายแหล่ง ตรวจสอบคลิปหรือข้อความที่ถูกตัดต่อ และแยกให้ออกระหว่างการแสดงความเห็นกับข้อเท็จจริง การตั้งคำถามว่าใครได้ประโยชน์จากกระแสนี้ ปัญหาที่กำลังถูกพูดถึงมีข้อมูลรองรับหรือไม่ และนักการเมืองมีผลงานที่ตรวจสอบได้หรือเปล่า จะช่วยลดอิทธิพลของดราม่าได้มากขึ้น
ท้ายที่สุด การเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน ไม่ได้สะท้อนแค่พฤติกรรมของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรมการเสพข่าวของสังคมด้วย หากเราต้องการการเมืองที่แก้ปัญหาได้จริง ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้คุณค่ากับข้อมูล เหตุผล และผลลัพธ์มากกว่ายอดแชร์หรือคำพูดที่สร้างเสียงหัวเราะ การติดตามการเมืองอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ความบันเทิงไม่กลืนกินสาระของประชาธิปไตย
ที่มา – ‘ปิยบุตร’ สับแหลกการเมืองบันเทิงธิปไตยหาแสง-ขายขำจนผิดเพี้ยน