การ์ทเนอร์คาดปี 69 มีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคัน

การ์ทเนอร์คาดปี 69 มีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้ากำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุด การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก ได้ออกมานำเสนอข้อมูลการคาดการณ์ที่น่าสนใจว่า ภายในปี พ.ศ. 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 116 ล้านคัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนัก วิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่าจะมีความท้าทายในด้านนโยบายและข้อจำกัดบางประการ แต่เทรนด์การใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและโอกาส

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศได้ออกมาตรการต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า และการยกเลิกเงินอุดหนุนหรือสิ่งจูงใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ การ์ทเนอร์คาดปี 69 มีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคและศักยภาพของเทคโนโลยี

ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกมีการเติบโตขึ้นประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าแม้จะไม่มีการอุดหนุนจากรัฐบาล ผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจและเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในตลาดยานยนต์

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • จีน ยังคงเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยครองสัดส่วนถึง 61% ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนถนน
  • สหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวลง เนื่องจากนโยบายภาษีและมาตรการอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการ
  • ยุโรป ยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ผู้ผลิตยานยนต์ต้องปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ปัจจุบันมีรถยนต์ไฟฟ้าหลายประเภทที่ได้รับความนิยม ได้แก่

  • รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ล้วน ๆ โดยไม่มีเครื่องยนต์สันดาป
  • รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่สามารถใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซิน
  • รถยนต์แบบขยายระยะทางการขับขี่ (Range Extender) ที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองเพื่อชาร์จแบตเตอรี่

เทคโนโลยีเหล่านี้มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าตามความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตนเอง

รถยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ยังคงครองสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่การ์ทเนอร์ได้ปรับลดตัวเลขการคาดการณ์ในปี 2569 จากเดิม 77% ลงเป็น 63% อันเนื่องมาจากความช้าในการนำรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่มาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV เพิ่มขึ้นมากขึ้น โดยให้ความสำคัญและมั่นใจกับการมีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่จำเป็น

การสนับสนุนจากรัฐบาล

รัฐบาลหลายประเทศส่งสัญญาณแล้วว่าจะค่อย ๆ ยกเลิกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) โดยไม่อนุมัติรถยนต์ใหม่ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนประเภทนั้น วัตถุประสงค์เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ คือ เพื่อลดฝุ่นละออง (PM) และการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนต์

การปล่อยฝุ่น PM จากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

แนวโน้มในอนาคต

จากการวิเคราะห์ของ การ์ทเนอร์ คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 116 ล้านคัน ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ประมาณ 76 ล้านคัน
  • รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ประมาณ 40 ล้านคัน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และความจำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

ดังนั้น การวางแผนและพัฒนานโยบายที่เหมาะสมจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และสร้างโอกาสให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “การ์ทเนอร์”คาดปี 69 มีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคันโลดแล่นบนถนน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *