คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5
ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ คือ การ คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5 ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน (Data-Driven Management) เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูแล้ง
คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5
การ คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5 เกิดขึ้นภายใต้การประชุมคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ภาคการเกษตร โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมรับทราบสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรกรรมตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 11 ธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่ภาคเหนือที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ อุตรดิตถ์ เชียงราย และพิจิตร
ข้อมูลยืนยัน จุดความร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีจำนวนจุดความร้อนสะสมทั่วประเทศลดลงถึง 43% จาก 4,862 จุดในปี 2567 เหลือ 2,772 จุดในปี 2568 ส่วนจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรมลดลงถึง 49% จาก 3,025 จุด เหลือ 1,533 จุด และจุดความร้อนในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ลดลง 44% สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคเกษตรสามารถลดการเผาได้มากกว่า 40% ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยรวมยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองที่มีค่าฝุ่นสูงขึ้นก่อนฤดูการเผาในภาคเกษตรจะเริ่มต้น แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้มีสาเหตุมาจากหลายแหล่งและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา ดังนั้น ไม่เพียงแต่ภาคเกษตรที่ต้องแก้ไขปัญหา แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
มาตรการบูรณาการ 6 ด้าน รับมือ PM2.5
นอกจากการ คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5 แล้ว หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเตรียมมาตรการบูรณาการ 6 ด้านในปีงบประมาณ 2569 เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
1. แผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ
หนึ่งในมาตรการหลักคือการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงเกิดมลภาวะในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึง พฤษภาคม 2569 โดยอาจต้องขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ข้อมูลยืนยันว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น จำนวน 12 วัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ดีขึ้นถึง 83.33% และปริมาณฝุ่นลดลงเฉลี่ย 36.6%
2. ขยายการรับรอง GAP ปลอดการเผา
การกำหนดเป้าหมายขยายการรับรอง GAP ปลอดการเผาให้ได้ 10,000 แปลง เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชมูลค่าสูงแทนข้าวโพด และแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ซึ่งช่วยลดการเผาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปี 2568 มาตรฐาน GAP PM2.5 Free Plus ได้ให้การรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไปแล้ว 4,431 แปลง จากพื้นที่ทั้งหมด 41,055 ไร่
3. ส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์
การส่งเสริมการไถกลบตอซังและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายรวม 23,000 ไร่ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ได้ผลดี โดยในปี 2568 พื้นที่รณรงค์ 73 จังหวัด มีจุด Hotspot ลดลง 35.59% และสามารถลดการปล่อย PM2.5 ได้ถึง 160 ตัน
4. โครงการ “ฟางมา…วัวอิ่ม”
โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรให้กลายเป็นอาหารสัตว์ โดยในปี 2568 ดำเนินการในพื้นที่ 4,300 ไร่ ช่วยลดปริมาณฝุ่นได้ประมาณ 14,000 กิโลกรัม และมีแผนจะส่งเสริมในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 2,700 ไร่ในปี 2569
5. โครงการ “ฟางมา…ปลาโต”
อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจคือการนำฟางข้าวและตอซังมาสร้างอาหารธรรมชาติในบ่อปลา ซึ่งในปี 2568 ได้ดำเนินการใน 4 จังหวัด (เชียงราย พะเยา นครพนม และกาฬสินธุ์) โดยใช้เศษวัสดุ 278,146 กิโลกรัม ช่วยลดการเกิด PM2.5 ได้ถึง 3,431 กิโลกรัม และมีแผนจะขยายผลเป็น 10 จังหวัด (เกษตรกร 250 ราย) ในปี 2569 โดยตั้งเป้าลดการเผาตอซัง 100,000 กิโลกรัม
6. โครงการลดการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน
โครงการนี้มีเป้าหมาย 12,000 ไร่ เกษตรกร 1,200 ราย ใน 55 จังหวัด โดยจัดตั้ง “ศูนย์รณรงค์หยุดเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน” ซึ่งได้เปิดศูนย์ในภาคเหนือแล้ว 17 แห่ง และมีแผนจะเปิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 ศูนย์ และภาคกลาง 18 ศูนย์ เพิ่มเติม
การจัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
การ คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5 ยังมีการจัดตั้งกลุ่มภารกิจ (Cluster) รับผิดชอบเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรเป็นรายภูมิภาค โดยมีหน่วยงานหลักรับผิดชอบดังนี้
- สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- กรมการข้าว เป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือ
- กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง
- สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝ่ายเลขานุการ เป็นหัวหน้ากลุ่มเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้
การจัดตั้งกลุ่มภารกิจในแต่ละภูมิภาคนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การติดตามและแก้ไขปัญหามีความเป็นเอกภาพและสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับการทำงานจากการเป็นเพียง “คณะประชุม” สู่การเป็น “คณะทำงานบริหารจัดการ” อย่างแท้จริง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งมั่นดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเข้มข้น โดยมีการถอดบทเรียนความสำเร็จจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีมาตรการทางกฎหมาย การส่งเสริม และการเพิ่มมูลค่าในการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยเพื่อลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 อย่างชัดเจน
การ คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5 ไม่ใช่เพียงการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการบริหารจัดการเชิงรุกที่มีข้อมูลเป็นฐาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงมาตรการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นวิกฤตมลพิษทางอากาศได้อย่างยั่งยืน
ที่มา – คุมเข้มพื้นที่เกษตรตั้งกลุ่มภารกิจรับผิดชอบเฝ้าระวังสู้ PM2.5