ฆาตกรต่อเนื่องปลอมเป็นหญิงอุ้มเด็ก สารภาพ 80 ศพ
คดีสะเทือนขวัญในประเทศบราซิลกลายเป็นที่จับตา หลังตำรวจเมืองมุลุงกู รัฐปาราอีบา จับกุมนายฌอร์ลัง อัลเวส ดา ซิลวา อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีฆาตกรรมหลายคดี โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาติดตามตัวนานกว่า 48 ชั่วโมง ก่อนพบตัวผู้ต้องหากำลังพยายามหลบหนีและอำพรางตัวอย่างแนบเนียน
ฆาตกรต่อเนื่องปลอมเป็นหญิงอุ้มเด็ก
ระหว่างการเข้าจับกุม เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาสวมวิกผม ใส่ชุดเดรสของผู้หญิง และทาเล็บเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ นอกจากนี้ยังอุ้มเด็กวัย 2 ขวบไว้ในอ้อมแขน หวังใช้ภาพลักษณ์ดังกล่าวตบตาตำรวจและทำให้ดูเหมือนเป็นหญิงทั่วไปที่กำลังเดินทางพร้อมเด็ก อย่างไรก็ตาม แผนการอำพรางตัวไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่สามารถสังเกตรอยสักขนาดใหญ่บริเวณหน้าอก ซึ่งโผล่พ้นช่วงคอเสื้อออกมาและตรงกับข้อมูลประจำตัวของผู้ต้องหา
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า เด็กที่อยู่ในอ้อมแขนไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้ต้องหา เด็กได้รับการช่วยเหลือและอยู่ในความปลอดภัยแล้ว แต่ตำรวจยังคงสอบสวนเพิ่มเติมว่าเด็กมาอยู่กับผู้ต้องหาได้อย่างไร รวมถึงกำลังตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการพาเด็กออกจากผู้ปกครองหรือไม่ ประเด็นนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของคดี เพราะอาจนำไปสู่ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายหรือเส้นทางหลบหนีของผู้ต้องหา
เบื้องหลังคดีฆาตกรรมที่ตำรวจเร่งคลี่คลาย
การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำรวจเชื่อมโยงผู้ต้องหาเข้ากับคดีฆาตกรรม 16 ศพ ซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือน หลังเขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หนึ่งในคดีที่ถูกตรวจสอบคือเหตุสังหารเจ้าของร้านค้า 2 รายในเมืองรีโอตินโต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีคดีหญิงสาวรายหนึ่งที่ผู้ต้องหาเป็นผู้ชี้จุดฝังศพให้เจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง
นอกจากคดีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อัลเวส ดา ซิลวา ยังมีหมายจับเก่าติดตัวอีก 5 หมาย โดย 4 หมายเป็นข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและมีเหตุฉกรรจ์ ทำให้ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจมีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงมาเป็นเวลานาน การตรวจสอบหลักฐานจึงต้องครอบคลุมทั้งพยานบุคคล ข้อมูลสถานที่เกิดเหตุ อาวุธ และความเชื่อมโยงกับบุคคลในกลุ่มอาชญากรรม
คำสารภาพ 80 ศพยังต้องตรวจสอบหลักฐาน
ระหว่างการสอบสวน ผู้ต้องหาให้ข้อมูลที่สร้างความตกตะลึง โดยอ้างว่าเขาเป็นผู้ลงมือสังหารเหยื่อมาแล้วมากถึง 80 ราย ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนคดีที่ตำรวจสงสัยในเบื้องต้นถึง 4 เท่า อย่างไรก็ตาม คำรับสารภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันจำนวนเหยื่อได้ทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงต้องรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อแยกข้อเท็จจริงออกจากคำกล่าวอ้าง
ผู้บังคับการตำรวจ ดักลาส การ์เซีย ระบุว่า ตัวเลข 80 ศพเป็นจำนวนที่สูงมาก แต่ตำรวจเชื่อว่าหากตัวเลขดังกล่าวไม่ตรงทั้งหมด ก็น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง การทำงานหลังจากนี้จึงมุ่งค้นหาศพหรือจุดฝังศพ ตรวจสอบรายงานบุคคลสูญหาย และเปรียบเทียบรูปแบบการก่อเหตุในหลายพื้นที่ รวมทั้งสอบปากคำบุคคลที่อาจเคยพบเห็นผู้ต้องหาในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ
- ตำรวจต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องหากับคดีฆาตกรรมแต่ละคดี
- ต้องตรวจสอบคำอ้างเรื่องเหยื่อ 80 รายด้วยพยานและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
- ต้องสืบสวนที่มาของเด็กวัย 2 ขวบที่อยู่กับผู้ต้องหาในวันจับกุม
- ต้องตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมในนครรีโอเดจาเนโร
รายงานท้องถิ่นระบุว่า ผู้ต้องหาอ้างว่าเริ่มก่อเหตุฆาตกรรมตั้งแต่อายุ 13 ปี และให้เหตุผลว่าการลงมือเป็นการ “กวาดล้าง” บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ตำรวจเชื่อว่าเขาอาจเป็นสมาชิกของแก๊งอาชญากรที่มีฐานอยู่ในนครรีโอเดจาเนโร และอาจขยายอิทธิพลเข้ามาในรัฐปาราอีบา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่ควรสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริงจนกว่ากระบวนการสืบสวนและศาลจะมีหลักฐานยืนยัน
คดีฆาตกรต่อเนื่องปลอมเป็นหญิงอุ้มเด็กสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยอาจใช้วิธีเปลี่ยนรูปลักษณ์เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม แต่รายละเอียดเล็กน้อยอย่างรอยสักหรือพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการอำพรางตัวก็อาจช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุตัวได้ เหตุการณ์นี้ยังย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองเด็กและการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อคดีมีคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับเหยื่อจำนวนมาก
ท้ายที่สุด คำสารภาพของผู้ต้องหาจะต้องผ่านการตรวจสอบด้วยหลักฐานที่เป็นอิสระ ทั้งการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และคำให้การของพยาน ประชาชนควรติดตามข่าวจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพราะอาจกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัวของเหยื่อ และกระบวนการยุติธรรม
ที่มา – รวบฆาตกรต่อเนื่องปลอมเป็นหญิงอุ้มเด็กอำพรางตัว สารภาพสังหารเหยื่อมาแล้ว 80 ศพ

