จับตา! ‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ วินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ที่ต่างชิงโอกาสในการ จัดตั้งรัฐบาล อย่างเร่งด่วน

‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยกำลังตกลงร่วมกับพรรคประชาชน (ปชน.) โดยยอมรับ เงื่อนไขที่พรรคประชาชนเสนอ อย่างเช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน จัดให้มีการออกเสียงประชามติ และกระทบดัดแปลงรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ความต้องการในการอยู่ในอำนาจก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ส่งผลให้ เงื่อนไขที่เคยตกลงกันไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลง ได้

รัฐบาลชุดใหม่ต้องอยู่ให้ยาว รอการเลือกตั้ง

ดร.ปุรวิชญ์ ระบุว่ารัฐบาลที่ถือกำเนิดขึ้นในครั้งนี้มีอายุไม่นาน ความเสถียรจึงน้อย แต่ถึงกระนั้นก็เพียงพอสำหรับการควบคุมกลไกรัฐเพื่อผลักดันนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลใหม่เริ่มดำเนินงาน เตรียมเข้าควบคุมระบบงบประมาณในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างผลงาน จากการเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินนโยบายที่สามารถทำคะแนนนิยมได้

ทั้งนี้ ความคาดหวังจากประชาชนคือการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังมีความเสี่ยงสูง ว่าแต่ละฝ่ายจะไม่สามารถร่วมมือกันอย่างถ้วนหน้า เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่นกรณีการฉีกบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2566 ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง

ใครจะเป็นฝ่ายเสียมากที่สุด?

หากเกิดการยุบสภาพัฒนาในช่วงเวลานี้ พรรคที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ความนิยมของพรรคและรัฐบาลได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความไม่ประสบความสำเร็จของนโยบายหลักหลายด้านที่ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าจับตามอง คือ เรื่องอำนาจของนายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถ ดำเนินการยุบสภา ได้หรือไม่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่จะต้องให้คำแนะนำพระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาเท่านั้น จึงยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่

อีกทั้ง รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มีกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดนิติสงคราม ตามกฎหมายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีของความผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ ทำให้รัฐบาลมีความไม่มั่นคง และไม่สามารถแก้ไขปัญหายาวไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความคาดหวังของสังคมคือจะได้รัฐบาลที่สามารถนำประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนได้ แม้ในตอนนี้ความเชื่อถือจากประชาชนอาจยังไม่สมบูรณ์ แต่หากแต่ละฝ่ายมีเจตนาดีต่อบ้านเมือง การเมืองไทยก็ยังมีโอกาสที่จะเดินหน้าได้ ด้วยนโยบายและการเกษตรที่จำเป็นต่อประชาชน

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการรักษาความเป็นประชาธิปไตย พร้อมกับให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครเหมาะสมที่สุดในการบริหารประเทศ

หากคุณถามเราว่า “แล้วจะจบตอนไหน?” เราคงตอบได้แค่ว่า… ไม่มีทางจบง่าย ๆ หรอกครับ ในโลกของการเมืองไทย

ที่มา – จับตา! ‘พท.-ภท.’ รับเงื่อนไข ‘ปชน.’ แต่อาจเปลี่ยนแปลง หวังอยู่ยาวไม่แก้รฐน.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *