จับมือ 15 หน่วยงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ ดันไทยเข้าถึงกองทุนโลก

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเป็นวิกฤตใหญ่ของโลก จับมือ 15 หน่วยงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ ดันไทยเข้าถึงกองทุนโลก จึงกลายเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย โดยดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ได้จัดประชุมหารือแนวทางการบูรณาการความร่วมมือ ภายใต้โครงการ “แนวทางการรับมือและฟื้นฟูอย่างชาญฉลาดโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Climate Smart NbS-Ag)” เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะในการจัดทำข้อเสนอโครงการสำหรับยื่นขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุน Loss and Damage Fund (LDF) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนารับมือและฟื้นฟูความเสียหายจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จับมือ 15 หน่วยงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ ดันไทยเข้าถึงกองทุนโลก

การประชุมครั้งนี้ดึงดูดความสนใจจากกว่า 15 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย เช่น กรมประมง กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน GISTDA และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ทุกฝ่ายร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อให้ข้อเสนอโครงการมีความครบถ้วน ชัดเจน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โครงการนี้มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นหัวหน้าโครงการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร ด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่และแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) ซึ่งเป็นการใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการแก้ปัญหา เช่น การฟื้นฟูป่า การจัดการน้ำแบบธรรมชาติ และการเกษตรยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบเกษตรและชุมชนในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง อยุธยา อุบลราชธานี พัทลุง และสงขลา

ประโยชน์ของโครงการ Climate Smart NbS-Ag ต่อเกษตรกรไทย

โครงการนี้สอดคล้องกับทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้กรอบ Country Programming Framework (CPF) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA และการคาดการณ์ความเสี่ยง รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ในที่ประชุม ทุกภาคส่วนได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญ ดังนี้

  • การออกแบบกลไกการลดความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage): เพื่อช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุ
  • การพัฒนาระบบข้อมูลและการคาดการณ์ความเสี่ยง: ใช้ AI และ big data ในการพยากรณ์ล่วงหน้า
  • การนำแนวทาง Nature-based Solutions ไปประยุกต์ใช้: เช่น การปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ชายฝั่ง หรือระบบน้ำชลประทานแบบธรรมชาติ
  • การเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติกับระดับพื้นที่: ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลจากการประชุมจะนำไปปรับปรุงข้อเสนอโครงการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการได้รับงบจากกองทุนโลก ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้ยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี เช่น ภัยแล้งในภาคอีสาน น้ำท่วมในภาคกลาง และพายุในภาคใต้ การจับมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเกษตรกร แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของชาติด้วย

นอกจากนี้ NbS ยังเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เพราะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้นทุนต่ำ เมื่อเทียบกับวิศวกรรมแบบดั้งเดิม โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการศาสตร์หลายสาขา เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของไทย

สุดท้าย การ จับมือ 15 หน่วยงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ ดันไทยเข้าถึงกองทุนโลก จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวสู่เกษตรอัจฉริยะและยั่งยืน หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจเรื่องนี้ ติดตามข่าวสารและโครงการนำร่องใน 6 จังหวัด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของคุณได้เลย

ที่มา – จับมือ 15 หน่วยงาน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ ดันไทยเข้าถึงกองทุนโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *