จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า
จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการค้าระหว่างประเทศอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยนางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า อย่างแข็งกร้าว โดยย้ำว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแรงงานบังคับในจีน และจีนคัดค้านการนำประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อแทรกแซงทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
ทำไมสหรัฐถึงเล็งขึ้นภาษีนำเข้า?
ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้เสนอแนวทางจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 10% ถึง 12.5% กับสินค้านำเข้าจากเขตเศรษฐกิจต่างๆ ถึง 60 แห่ง โดยสหรัฐอ้างว่าประเทศเหล่านี้ยังล้มเหลวในการควบคุมการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี
ในการดำเนินมาตรการนี้ สหรัฐได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 ซึ่งครอบคลุมไปถึงหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจ ได้แก่:
- จีน ฮ่องกง และไต้หวัน
- สหภาพยุโรป (อียู) และสหราชอาณาจักร
- กลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย
- ประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา เม็กซิโก อาร์เจนตินา และอีกหลายแห่ง
หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สหรัฐใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศตนเองท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรง
สำหรับประเทศไทยและประเทศที่ถูกพาดพิงถึง ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักมีแรงกระเพื่อมมาถึงห่วงโซ่การผลิตโลกเสมอ การที่ จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต การส่งออกสินค้าสู่ตลาดสหรัฐอาจมีความเข้มงวดด้านกฎระเบียบมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐานตรวจสอบสินค้าที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อยอดขายและการส่งออกในระยะยาว
ที่มา – จีนโต้สหรัฐ ปัดข้อกล่าวหาใช้แรงงานบังคับ หลังถูกเล็งขึ้นภาษีนำเข้า