ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV

ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV หลังมีแนวคิดใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาทจัดหารถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า หรือรถเกี่ยวข้าว EV เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้เกี่ยวผลผลิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้นโยบายดังกล่าวตั้งใจช่วยลดภาระของชาวนาและส่งเสริมเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน แต่เกษตรกรในพื้นที่มองว่าอาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงกับปัญหาหน้างานมากที่สุด

นายสันทัด วัฒนกูล ประธานแปลงใหญ่ข้าวตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยว่า กลุ่มข้าวแปลงใหญ่มีสมาชิกประมาณ 170 คน และดูแลพื้นที่เพาะปลูกราว 3,000-4,000 ไร่ โดยสมาชิกมารวมตัวกันเพื่อวางแผนการผลิต บริหารจัดการพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

กลุ่มแปลงใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐทั้งด้านความรู้ทางวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และการส่งเสริมการผลิต อย่างไรก็ตาม หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เกษตรกรส่วนใหญ่นำผลผลิตไปจำหน่ายยังตลาดกลางในพื้นที่ ซึ่งปัญหาสำคัญที่พบมาโดยตลอดไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องจักร แต่ยังรวมถึงต้นทุนการผลิต ราคาข้าว และความไม่แน่นอนของตลาด

ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV เพราะไม่ตอบโจทย์

เหตุผลที่ ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV คือแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขการเพาะปลูกแตกต่างกัน ทั้งพื้นที่ในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เกษตรกรยังปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ทำให้วันเพาะปลูกและวันเก็บเกี่ยวไม่ตรงกัน หากมีรถเกี่ยวข้าวจำนวนจำกัด รถอาจเดินทางไปให้บริการไม่ทันช่วงเวลาที่ข้าวพร้อมเก็บเกี่ยว

ข้าวแต่ละสายพันธุ์มีอายุการเก็บเกี่ยวที่จำกัด หากปล่อยให้ข้าวสุกเกินไปหรือไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันเวลา อาจทำให้เมล็ดข้าวร่วงหล่น คุณภาพลดลง และเกิดความเสียหายต่อรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ สภาพอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากมีฝนตกหรือพื้นนาเปียก รถเกี่ยวข้าวอาจทำงานได้ล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของแปลงนา

ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV ชี้มีต้นทุนแฝง

นอกจากจำนวนรถที่อาจไม่เพียงพอแล้ว เกษตรกรยังตั้งคำถามถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวของโครงการ เพราะรถเกี่ยวข้าว EV จำเป็นต้องมีระบบดูแลรักษา แบตเตอรี่ อะไหล่ และช่างผู้เชี่ยวชาญ หากเกิดการชำรุดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว การรอซ่อมอาจทำให้ชาวนาเสียโอกาสและต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน: ข้าวต่างสายพันธุ์มีอายุเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน รถจึงต้องหมุนเวียนให้บริการอย่างรวดเร็ว
  • จำนวนพื้นที่เพาะปลูกมาก: หากมีพื้นที่นาหลายหมื่นหรือหลายแสนไร่ รถที่จัดซื้ออาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: โครงการต้องมีงบสำหรับบำรุงรักษา เปลี่ยนแบตเตอรี่ จ้างคนขับ และจัดการศูนย์บริการ
  • สภาพอากาศไม่แน่นอน: ฝนตกและพื้นนาเปียกสามารถทำให้การใช้รถเกี่ยวข้าวล่าช้าหรือทำงานไม่ได้
  • ความพร้อมของผู้ประกอบการในท้องถิ่น: หลายพื้นที่มีรถเกี่ยวข้าวของเอกชนอยู่แล้ว แต่ยังให้บริการไม่ทันกับความต้องการ

ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวยังระบุว่า ในพื้นที่มีรถเกี่ยวข้าวของผู้ประกอบการเอกชนอยู่แล้วนับร้อยคัน แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการของชาวนาได้ทั้งหมด เพราะช่วงเก็บเกี่ยวมักเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน หากภาครัฐต้องการช่วยเหลือด้วยการจัดหารถใหม่ ควรศึกษาความต้องการของแต่ละจังหวัดอย่างละเอียด และออกแบบระบบบริหารคิวที่โปร่งใสก่อนใช้งบประมาณจำนวนมาก

การสนับสนุนรถเกี่ยวข้าวอาจมีประโยชน์ในบางพื้นที่ หากมีการวางแผนที่ดี มีศูนย์ซ่อมบำรุง มีคนขับที่ผ่านการอบรม และกำหนดหลักเกณฑ์การใช้งานที่เหมาะสม แต่การแจกหรือจัดสรรรถโดยไม่พิจารณาปริมาณพื้นที่ ชนิดของข้าว ระยะทาง และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว อาจทำให้โครงการไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

ชาวนาต้องการให้รัฐเร่งดันราคาข้าว

สิ่งที่เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการคือการสร้างความมั่นคงด้านราคาข้าว เพราะต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเช่าที่นา ค่าแรงงาน ค่าเชื้อเพลิง และค่าขนส่ง แม้ราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วง แต่เมื่อหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว รายได้สุทธิที่เหลืออาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

เกษตรกรจึงอยากเห็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ชาวนา เช่น การเชื่อมโยงตลาดโดยตรง การพัฒนาคุณภาพข้าว การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การสนับสนุนการแปรรูป และการทำสัญญาซื้อขายที่เป็นธรรม นโยบายเหล่านี้อาจช่วยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการจัดซื้อเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว

นายสันทัดตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาข้าวจะขึ้นไปถึงประมาณ 8,000 บาท แต่ชาวนาก็แทบไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนหลายด้าน ดังนั้น การช่วยเหลือที่ตรงจุดควรมองภาพรวมตั้งแต่ก่อนปลูก ระหว่างปลูก ช่วงเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการขายผลผลิต ไม่ควรเน้นเพียงการแก้ปัญหาขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง

โดยสรุป ชาวนาอุทัยฯ ค้านรถเกี่ยวข้าว EV ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องการให้รัฐรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ใช้งานและประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบด้าน หากจะใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท ควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อจัดสรรงบให้ตรงกับปัญหาอย่างแท้จริง ความเห็นส่วนตัวคือการยกระดับราคาข้าวและลดต้นทุนการผลิตควรเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาเครื่องจักร เพราะรายได้ที่มั่นคงจะช่วยให้ชาวนายืนได้ด้วยตนเองในระยะยาว

ที่มา – ชาวนาอุทัยฯ ไม่เห็นด้วยทุ่ม 8,000 ล้านซื้อรถเกี่ยวข้าว EV ชี้ไม่ตอบโจทย์ จี้รัฐเร่งดันราคาข้าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *