ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI หลอก 1.8 ล้าน

ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI กลายเป็นปฏิบัติการที่ช่วยเปิดโปงรูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพได้อย่างชัดเจน หลังผู้เสียหายถูกวิดีโอคอลข่มขู่ว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและยาเสพติด จนหลงเชื่อโอนเงินและนำเงินสดไปส่งตามจุดนัดหมาย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1.8 ล้านบาท ตำรวจ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ จึงวางแผนซ้อนแผนเพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ

ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อชายอายุ 29 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว หลังได้รับการติดต่อจากกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. คนร้ายใช้วิธีวิดีโอคอลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีความผิดปกติเกี่ยวกับคดีฟอกเงินและยาเสพติด

ด้วยความตกใจและเกรงว่าจะถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายจึงโอนเงินให้คนร้ายจำนวน 49,000 บาท จากนั้นยังถอนเงินสดอีก 500,000 บาท แล้วนำไปใส่ไว้ในกระเป๋ารับส่งอาหารของไรเดอร์ตามคำสั่ง ก่อนนำไปวางไว้ที่จุดนัดหมายหน้าร้านกาแฟภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านบางพลี พฤติกรรมดังกล่าวเป็นรูปแบบที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ เพื่อทำให้เหยื่อไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูลหรือปรึกษาคนใกล้ตัว

ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI ด้วยอุบายรถล้ม

หลังได้รับแจ้งความ ตำรวจได้เร่งวางแผนรับมือ เนื่องจากมิจฉาชีพยังติดต่อให้ผู้เสียหายนำเงินสดส่วนที่เหลือในบัญชีมาส่งมอบเพิ่มเติมในเวลา 11.30 น. ของวันเดียวกัน พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.ท.เจริญชัย หายทุกข์ รองผู้กำกับการสืบสวน จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเฝ้าซุ่มและเตรียมเข้าจับกุมทันทีที่ผู้รับเงินเดินทางมาถึง

ไม่นานหลังจากนั้น นายกฤษเมธา หรือ ปอร์เช่ อายุ 22 ปี ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามารับซองเงินสดจำนวน 1,300,000 บาทจากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าควบคุมไว้ได้โดยไม่มีเหตุรุนแรง จากการสอบสวนเบื้องต้น นายกฤษเมธารับว่าเป็นผู้ทำหน้าที่รับเงิน ก่อนนำไปส่งต่อให้นายเอกรินทร์ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจขยายผลเพื่อเข้าถึงผู้สั่งการหรือผู้รับเงินรายสำคัญของเครือข่าย

ตำรวจใช้วิธีซ้อนแผน โดยให้ผู้ต้องหาติดต่อกลับไปแจ้งนายเอกรินทร์ว่าเกิดอุบัติเหตุรถล้ม ไม่สามารถเดินทางไปส่งเงินได้ตามนัด พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อจัดฉากถ่ายภาพขณะอยู่บนรถพยาบาล แล้วส่งภาพดังกล่าวไปยืนยันกับผู้รับเงิน วิธีนี้ทำให้ผู้ต้องหาปลายทางเชื่อว่าเกิดเหตุขึ้นจริงและยอมเดินทางมารับเงินด้วยตนเองที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

ต่อมาเวลาประมาณ 13.15 น. นายกฤษเมธาทำทีนั่งรถวีลแชร์รอส่งมอบเงินอยู่ภายในโรงพยาบาล เมื่อนายเอกรินทร์ อายุ 22 ปี ปรากฏตัวและเดินเข้ามารับเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งซุ่มรออยู่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

รูปแบบกลลวงที่ประชาชนควรรู้

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้อาศัยเพียงการโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังใช้เทคโนโลยีวิดีโอคอล เอกสารปลอม เครื่องแบบ หรือถ้อยคำทางกฎหมายเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ คนร้ายมักอ้างชื่อหน่วยงานราชการและกล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีร้ายแรง จากนั้นจะกดดันให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี หรือสั่งให้นำเงินสดไปส่งยังจุดที่กำหนด

  • เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่สั่งให้ประชาชนโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีผ่านโทรศัพท์
  • หากมีการข่มขู่หรือเร่งรัดให้ตัดสินใจ ควรหยุดสนทนาและตรวจสอบทันที
  • อย่าเปิดเผยรหัสผ่าน รหัส OTP เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร
  • หากสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพ ให้บันทึกหลักฐานการสนทนาและแจ้งตำรวจโดยเร็ว
  • ควรปรึกษาครอบครัวหรือธนาคารก่อนทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง

ประชาชนควรจำไว้ว่า การอ้างชื่อ DSI ปปง. หรือตำรวจ ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดต่อเป็นเจ้าหน้าที่จริง การตรวจสอบสามารถทำได้โดยวางสายแล้วติดต่อหน่วยงานผ่านหมายเลขโทรศัพท์จากเว็บไซต์ทางการเท่านั้น ที่สำคัญไม่ควรเดินทางไปส่งเงินให้บุคคลแปลกหน้าไม่ว่าผู้ติดต่อจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม

การปฏิบัติการ ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ช่วยหยุดยั้งความเสียหายและนำไปสู่การขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังเป็นด่านสำคัญที่สุดในการป้องกันภัย หากพบสายโทรเข้าที่ข่มขู่หรือเร่งให้โอนเงิน ควรตั้งสติ วางสาย ตรวจสอบข้อมูล และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการไม่หลงเชื่อเพียงครั้งเดียวอาจช่วยรักษาเงินเก็บทั้งชีวิตไว้ได้

ที่มา – ซ้อนแผนจับแก๊งคอลฯ อ้างเป็น DSI หลอกเงิน 1.8 ล้าน วางอุบายรถล้มรวบตัวการใหญ่คา รพ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *