‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญากรรมวิทยาสายจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ได้ออกมาให้ความเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊ก Aj. Trynh Phoraksa ถึงปรากฏการณ์ของคนที่ชอบสวมรอยเป็นคนอื่น และย้ำว่าการ สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป
‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป
ในโพสต์ของเขา ดร.ตฤณห์ อธิบายอย่างชัดเจนว่า ความต้องการในการสวมรอยหรือการรู้สึกว่าอยากเป็นคนอื่นนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่สัญญาณของโรคทางจิตเวชในทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าหากบุคคลนั้นเริ่มมีอาการเชื่อว่าตัวเองเป็นคนอื่นอย่างแท้จริง หรือเริ่มทำลายชีวิตประจำวันจากความเชื่อนั้น ก็ควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเข้าข่ายโรคทางจิตเวช
เมื่อสวมรอยกลายเป็นมิจฉาชีพ
ดร.ตฤณห์ เตือนอย่างหนักเกี่ยวกับการ ทำให้มิจฉาชีพกลายเป็นผู้ป่วยทางจิต โดยเปรียบเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ไม่ควรได้รับการอภัย ผู้ที่ใช้ความผิดปกปิดด้วยการสวมรอยเป็น “โรคจิต” เพื่อให้ผู้อื่นเอาใจ pity หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางสังคม
“การสวมรอยเพื่อหนีความรับผิด อย่าปล่อยให้มันกลายเป็นอาการทางจิตเวช” ดร.ตฤณห์ ระบุ
สิ่งที่ควรระวังคือ ผู้ที่เป็นโรค Dissociative Identity Disorder หรือ Delusional Disorder จริง ต่างจากการสวมรอยเพื่อก่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากไม่แยกให้ชัดเจน อาจส่งผลต่อการรักษาผู้ป่วยจริง
- Dissociative Identity Disorder: ภาวะที่มีตัวตนหลายตัวภายในจิตใจหนึ่งบุคคล
- Delusional Disorder: ภาวะประสาทที่มีความเชื่อผิดๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะมีข้อพิสูจน์
ผู้คนควรมองข้ามสิ่งที่ดู “แปลก” น้อยลง และมองเหตุผลที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของแต่ละคนให้มากขึ้น การฉีกฉลากว่าเป็น “คนบ้า” เพื่อให้พ้นความรับผิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่มีความรู้ทางจิตเวช
โดยสรุป ดร.ตฤณห์ กระตุ้นให้สังคมดูแลผู้ที่มีปัญหาทางจิตจริงจัง แต่อย่าให้ความผิดกลายเป็นอาการแฝงที่ถูกปกปิดด้วยการสวมรอยทางจิตวิทยา
อย่าทำให้คนผิดกลายเป็นผู้เสียหาย!
หากคุณหรือคนรอบข้างมีพฤติกรรมที่น่ากังวลจริง ๆ สามารถขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยา หรือแพทย์เฉพาะทางได้ทันที เพื่อหาแนวทางในการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม
ที่มา – ‘ดร.ตฤณห์’ ชี้สวมรอยเป็นคนอื่นไม่ใช่โรคจิตเสมอไป แต่อย่าทำให้มิจฉาชีพเป็นผู้ป่วย