ดร.อนรรฆลาออกค้านปลดล็อกขายไม้พะยูงส่งออก
ประเด็นร้อนในแวดวงนโยบายป่าไม้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง ดร.อนรรฆลาออกค้านปลดล็อกขายไม้พะยูงส่งออก โดยยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความเห็นต่างด้านการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างแนวทางที่ต้องการเปิดโอกาสให้ใช้ประโยชน์จากไม้พะยูงกับฝ่ายที่กังวลว่าการผ่อนคลายกฎอาจกระทบต่อไม้พะยูงในป่าธรรมชาติ
ดร.อนรรฆลาออกค้านปลดล็อกขายไม้พะยูงส่งออก
นายอนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์พิเศษคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากดำรงตำแหน่งและร่วมให้ข้อเสนอแนะด้านวิชาการและวิชาชีพมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2561
เหตุผลสำคัญมาจากการพิจารณาทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าต้องห้าม รวมถึงการควบคุมการส่งออกไม้ท่อน ไม้แปรรูป ไม้ล้อม และถ่านไม้ โดยนายอนรรฆเห็นว่าข้อมูลที่นำเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ และอาจสร้างความเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าธรรมชาติ
เหตุผลที่ ดร.อนรรฆลาออกค้านปลดล็อกขายไม้พะยูงส่งออก
นายอนรรฆและผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนแสดงความกังวลว่า หากยกเลิกหรือผ่อนคลายประกาศที่ใช้ควบคุมการส่งออกไม้พะยูง อาจทำให้เกิดแรงจูงใจในการตัดไม้จากป่าธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ไม้พะยูงยังมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ
ไม้พะยูงเป็นไม้ที่ต้องใช้เวลาประมาณ 40-50 ปี จึงจะมีแก่นไม้สมบูรณ์เหมาะสำหรับนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบการปลูกไม้พะยูงเพื่อเป็นไม้เศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในปริมาณมาก นายอนรรฆจึงมองว่าการเปิดทางให้ส่งออกในเวลานี้อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- ไม้พะยูงมีระยะเวลาเติบโตจนได้แก่นไม้ที่มีคุณภาพยาวนาน
- ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณไม้พะยูงจากสวนป่าที่เพียงพอต่อการค้า
- การเปิดตลาดอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบตัดไม้ในป่าธรรมชาติ
- มาตรการตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ต้องมีความรัดกุมและตรวจสอบได้
นายอนรรฆยังยกตัวอย่างสถานการณ์ในช่วงปี 2555-2556 ซึ่งประเทศไทยเผชิญปัญหาการลักลอบตัดและส่งออกไม้พะยูงไปยังประเทศจีนอย่างรุนแรง จนไทยมีบทบาทในการเสนอให้ไม้พะยูงอยู่ภายใต้บัญชีของอนุสัญญา CITES เพื่อช่วยอุดช่องทางการลักลอบส่งออก โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เวียดนาม และลาวก็มีท่าทีสนับสนุนแนวทางดังกล่าว
ในมุมมองของนายอนรรฆ การกลับมาผลักดันเรื่องการส่งออกไม้พะยูงหลังจากผ่านไปหลายปี จึงควรมีข้อมูลทางวิชาการที่รอบด้านและมาตรการป้องกันที่ชัดเจน ไม่ควรอาศัยเพียงแนวคิดว่าการเปิดตลาดจะช่วยจูงใจให้ประชาชนหันมาปลูกไม้พะยูง เพราะปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีไม้พะยูงจากสวนป่าที่พร้อมเข้าสู่ระบบการค้าอย่างเพียงพอ
ข้อถกเถียงเรื่องไม้พะยูงของกลางและไม้เศรษฐกิจ
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การผลักดันให้ปลดล็อกการส่งออกอาจเกี่ยวข้องกับการนำไม้พะยูงของกลางที่ถูกยึดและเก็บรักษาไว้จำนวนมากออกมาใช้ประโยชน์หรือไม่ นายอนรรฆระบุว่า ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เคยมีการเสนอแนวทางปลดล็อกการส่งออกไม้พะยูงหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนรู้สึกว่าข้อทักท้วงไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเพียงพอ
เขายืนยันว่าการคัดค้านไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการสร้างรายได้ให้ประชาชนหรือการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน แต่ต้องการให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและมีระบบควบคุมที่ชัดเจน โดยยกกรณีไม้สักว่าเคยมีการผ่อนคลายเพื่อการส่งออก เพราะมีระบบปลูกทดแทนและมีความพร้อมทางวิชาการมากกว่าไม้พะยูง
หน่วยงานรัฐยืนยันดูแลไม้พะยูงในป่าธรรมชาติ
ด้านอธิบดีกรมป่าไม้ระบุว่า ข้อเสนอเรื่องการส่งออกไม้พะยูงมาจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้และสมาคมพ่อค้าไม้ เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนประสบปัญหาปลูกไม้พะยูงแล้วไม่สามารถส่งออกได้ ขณะที่การจำหน่ายภายในประเทศก็มีข้อจำกัดและได้ราคาไม่สูง
ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ส่วนข้อกังวลว่าจะกระทบต่อไม้พะยูงในป่าธรรมชาติหรือไม่นั้น หน่วยงานยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูแลและควบคุมพื้นที่อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังต้องติดตามรายละเอียดของมาตรการที่จะใช้ควบคุม ตั้งแต่การตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ การแยกไม้จากสวนป่าออกจากไม้ธรรมชาติ ระบบใบอนุญาต ตลอดจนการติดตามเส้นทางการค้า หากรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกจริง การออกแบบระบบตรวจสอบที่ประชาชนและภาควิชาการสามารถตรวจสอบได้จะเป็นหัวใจสำคัญ
กรณี ดร.อนรรฆลาออกค้านปลดล็อกขายไม้พะยูงส่งออก จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการลาออกจากตำแหน่ง แต่เป็นสัญญาณให้สังคมหันมาพูดคุยถึงสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ก่อนตัดสินใจเปิดทางให้ทรัพยากรที่ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเติบโตเข้าสู่ตลาด การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและวางมาตรการป้องกันให้รัดกุมที่สุดควรเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาหนึ่งกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ผืนป่าไทย
ในมุมมองของผู้เขียน การส่งออกไม้พะยูงควรเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์แหล่งที่มาได้จริง มีไม้จากสวนป่าเพียงพอ และมีระบบติดตามที่ป้องกันการสวมสิทธิ์จากป่าธรรมชาติ หากเงื่อนไขเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน การชะลอการปลดล็อกเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอาจเป็นทางเลือกที่รอบคอบกว่า