ติง! ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ตั้งองค์กรเก็บภาษีเอง
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับนโยบายการจัดเก็บ ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้าน โดยมองว่าการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อเก็บภาษีเองและใช้เงินได้เองโดยไม่ผ่านสภาฯ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมในหลักการบริหารราชการแผ่นดิน
ติง! ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท ตั้งองค์กรเก็บภาษีเอง
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน 450 บาทเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของหลักการคลังที่ควรมีความโปร่งใส การที่รัฐบาลพยายามสร้างกองทุนขึ้นมาเพื่อเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวโดยตรงนั้น ก่อให้เกิดคำถามถึงความซ้ำซ้อนและการตรวจสอบที่อาจทำได้ยากขึ้น
ผลกระทบเมื่อต้องจ่าย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท
ในทางเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มค่าธรรมเนียมเปรียบเสมือนการเพิ่มราคาของสินค้า ซึ่งประเทศไทยกำลังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หากนักท่องเที่ยวรู้สึกว่าการเดินทางเข้าไทยยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง พวกเขามีสิทธิ์เลือกเดินทางไปประเทศอื่นแทน ส่งผลเสียต่อรายได้ของประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และเกษตรกร
- รายได้จากนักท่องเที่ยวต่อปีมีมูลค่ามหาศาล การเก็บค่าธรรมเนียมอาจทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง
- หลักการ "No taxation without representation" ถูกละเลยหากเงินไม่ได้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน
- การตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนทำให้งบประมาณบริหารจัดการบานปลาย
นอกจากนี้ ภารกิจที่กองทุนฯ อ้างว่าจะนำเงินไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลความปลอดภัย หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว การเพิ่มหน่วยงานใหม่ที่มีอำนาจ ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท และใช้งบประมาณได้เองโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภานั้น ถือเป็นความเสี่ยงต่อการขาดธรรมาภิบาล
ประเทศไทยควรเน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่า "เข้าถึงง่าย สะดวก และคุ้มค่า" มากกว่าการสร้างด่านเก็บเงินรายทาง การยกเลิกแนวคิดการจัดตั้งกองทุนที่ตรวจสอบไม่ได้และนำภารกิจต่างๆ กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ คือสิ่งที่นักวิชาการและผู้ประกอบการหลายฝ่ายเห็นพ้องว่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทย
ที่มา – ติง! ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน450บาท’ ตั้งองค์กรเก็บภาษีเอง-ใช้เงินได้เองโดยไม่ผ่านสภา?
