ทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่า

วงการโลจิสติกส์ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยผลักดันการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในภาคขนส่งให้เกิดขึ้นจริง โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำรถอีวีมาทดลองวิ่งเท่านั้น แต่ยังต้องการเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริง เพื่อนำมาวิเคราะห์ต้นทุน สมรรถนะ และความเหมาะสมในระยะยาว

การทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่าในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง เพราะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ารถไฟฟ้าสามารถตอบโจทย์การทำงานในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด ทั้งการขนส่งพัสดุในเส้นทางเมือง การบรรทุกสินค้าในปริมาณมาก ระยะทางที่รถสามารถเดินทางได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน

ทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่า

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการรวมจุดแข็งของทั้งสามองค์กร ซีพี โฟตอนรับหน้าที่จัดหารถยนต์เพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า ไปรษณีย์ไทยนำรถไปใช้งานกับเส้นทางขนส่งจริง ส่วน OR สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ EV Station PluZ เครือข่ายความร่วมมือดังกล่าวทำให้การประเมินรถบรรทุกไฟฟ้ามีความใกล้เคียงกับการใช้งานจริงของธุรกิจมากกว่าการทดสอบในพื้นที่จำกัด

ประเด็นสำคัญที่โครงการต้องการศึกษา คือ ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของรถ หรือ Total Cost of Ownership ผู้ประกอบการจะได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกับรถบรรทุกเครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม แม้รถไฟฟ้าอาจมีราคาซื้อเริ่มต้นสูงกว่า แต่ต้นทุนไฟฟ้าต่อกิโลเมตรและค่าดูแลรักษาอาจต่ำกว่าในระยะยาว เนื่องจากมีชิ้นส่วนที่ต้องบำรุงรักษาน้อยกว่า และไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นประจำ

ข้อมูลจริงจากการทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่า

การเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริงจะช่วยตอบคำถามที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุด เช่น รถสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ตามภารกิจหรือไม่ แบตเตอรี่เพียงพอกับระยะทางในแต่ละวันหรือเปล่า และการชาร์จไฟใช้เวลานานจนกระทบต่อรอบการขนส่งหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาสภาพเส้นทางจริง ทั้งการจราจรติดขัด การหยุดรถบ่อย การขึ้นลงทางลาด และการวิ่งในช่วงอากาศร้อน ซึ่งล้วนมีผลต่อการใช้พลังงานของรถ

ไปรษณีย์ไทยมีเส้นทางขนส่งที่หลากหลาย ตั้งแต่การรับส่งพัสดุในเขตเมืองไปจนถึงการเดินทางระหว่างจังหวัด ข้อมูลที่ได้จากโครงการจึงสามารถสะท้อนรูปแบบการใช้งานหลายลักษณะ และช่วยระบุว่าเส้นทางใดเหมาะกับรถบรรทุกไฟฟ้ามากที่สุด หากวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จได้อย่างเหมาะสม รถอีวีก็สามารถทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องหยุดรอชาร์จนานเกินไป

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกไฟฟ้า

  • ต้นทุนพลังงาน: ต้องเปรียบเทียบค่าไฟฟ้าต่อระยะทางกับค่าน้ำมัน โดยคำนวณจากรูปแบบการวิ่งจริงและช่วงเวลาที่ชาร์จ
  • ระยะทางต่อการชาร์จ: ผู้ประกอบการควรเลือกสเปกรถให้เหมาะกับระยะทางเฉลี่ยต่อวัน เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ
  • น้ำหนักบรรทุก: รถต้องรองรับน้ำหนักสินค้าและอุปกรณ์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ทำให้สมรรถนะหรือระยะทางลดลงมากเกินไป
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ควรสำรวจตำแหน่งสถานีชาร์จและพิจารณาการติดตั้งเครื่องชาร์จภายในศูนย์กระจายสินค้า
  • บริการหลังการขาย: ความพร้อมของอะไหล่ ช่างเทคนิค และการรับประกันแบตเตอรี่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นใจในการลงทุน
  • การจัดการข้อมูล: ระบบติดตามพลังงาน ระยะทาง และพฤติกรรมการขับขี่จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนต้นทุนได้แม่นยำขึ้น

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน OR ระบุว่ามีเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ มากกว่า 1,360 แห่งทั่วประเทศ เครือข่ายดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดของการใช้รถไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ เพราะธุรกิจขนส่งต้องให้ความสำคัญกับเวลาเป็นอย่างมาก การมีจุดชาร์จที่สอดคล้องกับเส้นทางเดินรถจะช่วยลดเวลารอ เพิ่มจำนวนรอบการขนส่ง และทำให้การบริหารรถมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว รถบรรทุกไฟฟ้ายังมีข้อดีด้านสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ปล่อยไอเสียจากท่อไอเสียขณะใช้งาน ช่วยลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ชุมชนและลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ หากไฟฟ้าที่ใช้มาจากแหล่งพลังงานสะอาดมากขึ้น ปริมาณการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรการใช้งานก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย ประเด็นนี้สอดคล้องกับเป้าหมาย ESG ขององค์กร และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

ผลต่อผู้ประกอบการและอนาคตของ Green Logistics

สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ การเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกไฟฟ้าอาจเริ่มต้นจากการนำรถไปใช้กับเส้นทางที่มีระยะทางแน่นอน มีจุดชาร์จรองรับ และสามารถนำรถกลับมาชาร์จที่ศูนย์ได้ทุกวัน ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กอาจต้องพิจารณารูปแบบการเช่าซื้อ การเช่ารถ หรือการร่วมใช้สถานีชาร์จ เพื่อลดภาระการลงทุนในระยะแรก

ข้อมูลจากการทดลองจะมีบทบาทอย่างมากต่อการตัดสินใจในอนาคต เพราะตัวเลขจากการใช้งานจริงสามารถช่วยลดความไม่แน่นอนของตลาดได้ หากพบว่ารถมีต้นทุนต่อเที่ยวต่ำกว่าเดิมและยังรักษาประสิทธิภาพการส่งมอบได้ ผู้ประกอบการก็จะมีเหตุผลที่ชัดเจนในการขยายสัดส่วนรถไฟฟ้าในกองยานของตนเอง ในทางกลับกัน หากพบข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลาในการชาร์จ หรือการบรรทุก ก็สามารถนำข้อมูลไปปรับปรุงรถและวางแผนการใช้งานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ซีพี โฟตอนยังมองว่าข้อมูลจากการใช้งานจริงจะช่วยพัฒนารถขนส่งไฟฟ้าให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับสมรรถนะของแบตเตอรี่ การออกแบบห้องโดยสาร การเพิ่มความเหมาะสมของตัวถัง หรือการพัฒนาระบบสนับสนุนหลังการขาย การรับฟังเสียงจากผู้ใช้งานจริงจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมาตรฐานรถบรรทุกอีวีที่คุ้มค่าและใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

โดยสรุป การทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่าไม่ใช่เพียงโครงการสาธิตเทคโนโลยี แต่เป็นการวางรากฐานให้ภาคโลจิสติกส์ไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีข้อมูลรองรับ ความสำเร็จของโครงการจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนส่งบริหารต้นทุนได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการที่กำลังสนใจรถไฟฟ้าควรติดตามผลการทดลองและนำหลักการคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งานไปประเมินกับธุรกิจของตนเอง เพราะการเริ่มต้นจากข้อมูลจริงจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ Green Logistics มีความมั่นคงและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ประกอบการขนส่ง การติดตามผลการทดลองครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีในการเตรียมธุรกิจให้พร้อมกับอนาคต ลองเริ่มจากการสำรวจเส้นทาง ต้นทุนพลังงาน และจุดชาร์จที่มีอยู่ แล้ววางแผนเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและร่วมผลักดันระบบขนส่งไทยให้สะอาดขึ้น

ที่มา – ทดลองใช้รถบรรทุกอีวีศึกษาความคุ้มค่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *