ทนายความบุรีรัมย์ยัน สิทธิ์ที่ดินเขากระโดง

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนประชาชน ผู้ประกอบการ และนิติบุคคลในพื้นที่เขากระโดง ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อตอบโต้กรณีการแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินกว่า 5,083 ไร่ ซึ่งมีผู้ถือครองจำนวนมากถึง 995 ราย

นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความบุรีรัมย์ ผู้รับผิดชอบคดีเขากระโดง ได้ชี้แจงถึงข้อพิพาทสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง โดยยืนยันว่าสิทธิในที่ดินของประชาชนยังคงชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ รฟท. นำมาอ้าง แต่คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถยกขึ้นอ้างกับราษฎรที่ถือเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายในที่ดินแปลงอื่นได้ นอกจากนี้ ประชาชนยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 37 อีกด้วย

นายชนินทร์ยังระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตและจัดซื้อที่ดิน พร้อมแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา รับรองให้ รฟท. ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินบริเวณเขากระโดง ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็น “ที่ดินรถไฟ” ตามนิยามในพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464

ยิ่งไปกว่านั้น แผนที่สำรวจ (Exploitation Plan) ที่ รฟท. อ้างนั้น จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการขนย้ายหินบริเวณเขากระโดงชั่วคราว โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ.2464 มาตรา 45 จึงไม่ใช่ทางรถไฟเพื่อใช้ในการเดินรถตามมาตรา 3 (3) ของพระราชบัญญัติเดียวกัน และไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ผ่านกระบวนการพระราชทานโปรดเกล้าฯ ตามกฎหมาย

นายชนินทร์กล่าวว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าว ยืนยันว่าราษฎรผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์โดยสุจริต ยังคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณเขากระโดงโดยชอบตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทุกประการ และได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

“หากนายภูมิธรรม เวชยชัย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังคงดำเนินการเพิกถอนโฉนด โดยยึดถือแผนที่หรือข้อมูลเท็จของ รฟท. ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของตนอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง และเรียกค่าเสียหาย หรือดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายชนินทร์กล่าว

นายชนินทร์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า คดียังอยู่ในศาล เพราะ รฟท. ได้ยื่นร้องศาลปกครองให้พิจารณาว่า อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายตฤณ แก่นหิรัญ ทนายความอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อ รฟท. ไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดได้ จะมากล่าวอ้างลอยๆ ว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นของ รฟท. ไม่ได้ ถ้า รฟท. คิดว่ามีหลักฐานที่ดีกว่าก็ให้นำมาแสดง เพราะประชาชนพร้อมพิสูจน์ความจริง

เมื่อถูกถามว่า รฟท. ใช้เอกสารเท็จแสดงต่อศาลฎีกาในอดีตหรือไม่ นายตฤณกล่าวว่า “ถ้ามาเทียบของจริง ก็ต้องบอกว่าไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง และไม่ถูกต้องตามหลักในการทำภูมิศาสตร์ และสนเทศศาสตร์ เพราะแผนที่ของ รฟท. ไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา”

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สังคมเห็นกระบวนการของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ที่ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น และตนเป็นห่วงว่าเมื่อได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่แล้ว จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป เขายังกล่าวอีกว่า วันนี้การรถไฟบุกรุกที่ชาวบ้านอยู่

“วันนี้ถ้า มท. 1 และ มท. 3 และ การรถไฟฯ มาลงพื้นที่เขากระโดง ถ้าพวกท่านไม่ยินยอม สามารถดำเนินคดีพวกเขาได้เลย ดังนั้นหากทางกระทรวงมหาดไทย เริ่มเพิกถอนเมื่อไหร่ ดำเนินคดีก็จะนับหนึ่ง” นายศุภชัยกล่าว

ด้านนายทิวา การกระสัง ทนายความ และเจ้าของที่ดินบริเวณเขากระโดง กล่าวว่า ตนเองถือครองเอกสารสิทธิ์ในที่ดินประเภท นส.3 ตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งการจะออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวได้ ต้องมีการแจ้ง สค.1 มาตั้งแต่ปี 2497

นายทิวาระบุว่า การที่ รฟท. อ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินในปี 2539 นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่สามารถยอมรับได้ และตั้งคำถามว่า ใช้หลักคิดใดในการระบุว่าที่ดิน 5,083 ไร่ เป็นของรัฐ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกา

ทนายความบุรีรัมย์

”ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ตัดสินว่าที่ดิน 5,083 ไร่เป็นการบุกรุก เป็นเรื่องที่ช้ำใจมาก เพราะเราอยู่ตรงนี้มานาน มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย” นายทิวากล่าว

นายทิวา ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาตามหลักรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ได้ผูกพันองค์กรอื่น

“คำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 39 ราย เป็นคำตัดสินเฉพาะราย ไม่ได้ผูกพันกับประชาชนอีก 995 ราย ที่ไม่ได้เป็นคู่ความ เราในฐานะประชาชน ยืนยันว่าพร้อมต่อสู้คดี และขอให้รัฐเตรียมรับผิดชอบหากจะยึดพื้นที่กลับไปใช้งาน” นายทิวาระบุ

นายกิตติเทพ เจียรพันธ์ เจ้าของกิจการโรงโม่หิน กล่าวว่า ตั้งแต่รุ่นพ่อของตน ทำกิจการโรงโม่หินผลิตหินขายให้ รฟท. มาโดยตลอด และมีการออกโฉนดโดยมีเจ้าหน้าที่ของรฟท. มาระวางแนวเขตให้ทุกครั้ง

”การออกโฉนดทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่รฟท. มาระวางแนวเขตข้างเคียง โดยสำนักงานที่ดินจะทำหนังสือส่งไปที่ รฟท. ซึ่งรฟท.จะมีหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ โดยล่าสุด รฟท. กลับบอกว่าที่ที่ออกโฉนดเป็นที่ รฟท. ทั้งหมด” นายกิตติเทพกล่าว

นายกิตติเทพกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองที่โจมตีกัน ขอพึ่งทางผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี

ประชาชนมีสิทธิ์ในที่ดินเขากระโดงจริงหรือ?

จากข้อมูลที่ ทนายความบุรีรัมย์ และผู้เกี่ยวข้องได้แถลงนั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินเขากระโดง และความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับการรถไฟแห่งประเทศไทย การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ในที่ดินยังคงดำเนินต่อไป และผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ทนายความบุรีรัมย์ หลายท่านยังยืนยันว่าประชาชนมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการครอบครองที่ดิน เนื่องจากรฟท. ไม่สามารถแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดินได้อย่างชัดเจนตามกฎหมาย ที่ดินบริเวณนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป

ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดงเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก การดำเนินการใดๆ ของภาครัฐควรคำนึงถึงความเป็นธรรมและผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ ที่ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต การรักษาสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงของประชาชนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

ที่มา – ‘ทนายความบุรีรัมย์’แถลงยัน ‘ปชช.’มีสิทธิ์ทาง ก.ม.ครอบครองที่ดินเขากระโดง เหตุ‘รฟท.’ ไม่มีพ.ร.ฎ.และแผนที่แนบท้ายอ้างกรรมสิทธิ์

Tags:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *