ทนายอั๋นรู้ตัวเจ้าของซิมแล้ว ลุยเอาผิดปม GPS
กรณีเครื่องติดตาม GPS จำนวน 2 เครื่องถูกพบติดอยู่ใต้รถยนต์ส่วนตัวของ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้ที่นำอุปกรณ์ดังกล่าวมาติดตั้ง และเหตุผลที่ต้องติดตามการเดินทางของเจ้าตัว
ก่อนหน้านี้ ทนายอั๋นได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังพบกล่องสัญญาณ GPS ติดอยู่บริเวณใต้บังโคลนรถยนต์ส่วนตัว เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าตัวกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากอุปกรณ์ลักษณะนี้สามารถส่งข้อมูลตำแหน่งของรถและอาจทำให้บุคคลอื่นทราบเส้นทางการเดินทางได้
ทนายอั๋นรู้ตัวเจ้าของซิมแล้ว
ล่าสุด ทนายอั๋นเปิดเผยว่า หลังมอบกล่องสัญญาณ GPS พร้อมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลของซิมการ์ดที่อยู่ภายในอุปกรณ์ได้แล้ว โดยพบว่าซิมดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อ น.ส.สังวาลย์ ซึ่งมีภูมิลำเนาเป็นชาวตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
จากข้อมูลที่ได้รับ ทนายอั๋นจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.สังวาลย์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นการติดต่อสื่อสารกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับกล่องสัญญาณ GPS ทั้งนี้ การพบชื่อผู้ครอบครองซิมไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ติดตั้งอุปกรณ์หรือกระทำความผิดโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และความเชื่อมโยงจากพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด
ทนายอั๋นรู้ตัวเจ้าของซิมแล้ว แต่คดียังต้องตรวจสอบต่อ
รายงานเพิ่มเติมระบุว่า น.ส.สังวาลย์ ซึ่งเป็นชื่อผู้ครอบครองซิมการ์ดของอุปกรณ์ GPS พบว่ามีหมายเลขโทรศัพท์อยู่ในความครอบครองรวม 5 เบอร์ โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้เครือข่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายเดียวกัน หมายเลขที่มีการเปิดเผยบางส่วน ได้แก่ 094-501-XXX, 082-616-XXXX, 099-103-XXXX, 062-741-XXXX และ 099-160-XXXX
การมีซิมหลายหมายเลขอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การใช้งานอุปกรณ์ติดตาม การใช้งานอินเทอร์เน็ตสำรอง หรือการลงทะเบียนไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ดังนั้น ประเด็นสำคัญของคดีจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนซิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบว่าซิมแต่ละหมายเลขถูกใช้งานกับอุปกรณ์ใด ใครเป็นผู้ซื้อ ใครเป็นผู้เปิดใช้งาน และมีการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่
พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมและประมวลรายละเอียดเพื่อสรุปเสนอผู้บังคับบัญชา ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย การตรวจสอบอาจต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่าย รวมถึงข้อมูลการใช้งานสัญญาณ ตำแหน่งโดยประมาณของอุปกรณ์ ประวัติการเติมเงิน และการติดต่อเข้าออกของหมายเลขโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ตำรวจต้องเร่งตรวจสอบ
- ผู้ติดตั้งอุปกรณ์: ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้นำกล่อง GPS ไปติดไว้ใต้รถ และติดตั้งในช่วงเวลาใด
- ผู้ใช้งานซิม: แยกให้ออกระหว่างชื่อผู้จดทะเบียนกับผู้ที่ใช้งานซิมหรือควบคุมอุปกรณ์จริง
- เส้นทางการติดต่อ: ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้าออก รวมถึงความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- เจตนาของการติดตาม: พิจารณาว่าการใช้อุปกรณ์มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายหรืออาจกระทบสิทธิส่วนบุคคล
- หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์: ตรวจหาลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ หรือหลักฐานอื่นบนกล่อง GPS และจุดที่ติดตั้ง
ทนายอั๋นระบุว่า หากภายในระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ยังไม่มีความคืบหน้าหรือความเห็นจากพนักงานสอบสวน เจ้าตัวอาจพิจารณานำข้อมูลทั้งหมดไปฟ้องตรงต่อศาลด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่รอบด้าน เพื่อให้การกล่าวหามีความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กรณีนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อสรุปว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิด ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น หากใครพบอุปกรณ์แปลกปลอมติดอยู่กับรถ ควรเก็บภาพถ่าย สถานที่ เวลา และนำรถไปตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมแจ้งความเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งสามารถเกี่ยวข้องกับทั้งความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคล การตรวจสอบที่โปร่งใสจะช่วยตอบคำถามว่าใครเป็นผู้ใช้งานและมีเจตนาอย่างไร ผู้อ่านควรติดตามความคืบหน้าจากตำรวจและใช้วิจารณญาณก่อนสรุปว่าผู้ใดมีความผิด
ที่มา – ‘ทนายอั๋น’ รู้ตัวเจ้าของซิมแล้ว! พบหญิงสุรินทร์ถือครอง 5 เบอร์ ลุยเอาผิดปมติด GPS สะกดรอย